เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์แปรรูปไทย: ความปลอดภัยในทุกขั้นตอน สู่ครัวโลก
อุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร โดยเฉพาะกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป ไม่ว่าจะเป็นหมูยอ ลูกชิ้น หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนมายาวนาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมนี้เผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ตั้งแต่ปัญหาต้นทุนที่ผันผวน ไปจนถึงประเด็นด้านความปลอดภัยอาหารที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค บทความนี้จะเจาะลึกถึงวิกฤตที่อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์แปรรูปกำลังเผชิญ และนำเสนอแนวทางในการสร้างมาตรฐานใหม่ด้วยความปลอดภัยที่เข้มงวดผนวกกับนวัตกรรมโลจิสติกส์อัจฉริยะ เพื่อพลิกโฉมให้ไทยก้าวเป็นผู้นำด้านการผลิตอาหารปลอดภัยในระดับสากล
วิกฤตการณ์ที่ถาโถม: เมื่อเนื้อสัตว์แปรรูปเผชิญความท้าทาย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาคการผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลายปัจจัยประดังเข้ามาพร้อมกันจนสร้างแรงกดดันอย่างหนักให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ที่ต้องแบกรับภาระและปรับตัวอย่างเร่งด่วนเพื่อความอยู่รอด
ประการแรกคือ "ราคาเนื้อสุกร" ที่มีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปหลากหลายชนิด รายงานจากเครือข่ายผู้เลี้ยงสุกรระบุว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ได้มีการประกาศปรับขึ้นราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มอีก 4 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ราคาในแต่ละภูมิภาคปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจาก "ต้นทุนอาหารสัตว์" ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สูงกว่า 13 บาทต่อกิโลกรัม สถานการณ์นี้ทำให้ต้นทุนการผลิตสุกรขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 72-73 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาขายหน้าฟาร์มในหลายพื้นที่ หากราคาสุกรไม่สามารถปรับขึ้นได้เพื่อรองรับต้นทุนที่สูงขึ้น เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรอาจประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง และอาจส่งผลให้ผู้เลี้ยงจำนวนมากไม่สามารถเลี้ยงต่อได้ในระยะยาว วิกฤตต้นทุนอาหารสัตว์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่สะสมมานาน โดยได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย เช่น สถานการณ์ราคาวัตถุดิบในตลาดโลก ค่าบริหารและขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงนโยบายภาครัฐที่อาจบิดเบือนกลไกตลาด
ประการที่สองคือปัญหาด้าน "ความปลอดภัยอาหาร" ที่เป็นประเด็นอ่อนไหวและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยตรง เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการทลาย "โรงงานเถื่อน" ลักลอบผลิตหมูยอ ไก่ยอ และลูกชิ้นในจังหวัดปทุมธานี โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ถูกสุขลักษณะ พบผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเลขสารบบอาหาร (อย.) ใช้เลขสารบบอาหารที่ถูกยกเลิกแล้ว หรือแม้กระทั่งใช้เลขสารบบอาหารปลอม ของกลางที่ยึดได้มีมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อสุขภาพของผู้บริโภค แต่ยังทำลายภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมโดยรวม และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ การแข่งขันในตลาดก็ทวีความรุนแรงขึ้น ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นและให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยเป็นอันดับต้นๆ การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่ได้มาตรฐานจึงไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในตลาดที่ต้องการความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับที่ชัดเจน
สร้างมาตรฐานใหม่: หัวใจสำคัญเพื่อความยั่งยืน
เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์แปรรูปจำเป็นต้องมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือในทุกมิติ ซึ่งรวมถึงการยกระดับกระบวนการผลิต การจัดการคุณภาพ และการตรวจสอบย้อนกลับ
หัวใจสำคัญคือการยึดมั่นใน "มาตรฐาน GMP" (Good Manufacturing Practice) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานที่จำเป็นในการผลิตและควบคุมเพื่อให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าได้อย่างปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด โดยเน้นการป้องกันและขจัดความเสี่ยงที่จะทำให้อาหารเป็นพิษ เป็นอันตราย หรือไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค มาตรฐาน GMP ครอบคลุมถึงสุขลักษณะของสถานที่ผลิต อุปกรณ์ บุคลากร และกระบวนการผลิตโดยรวม ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป นอกจาก GMP สุขลักษณะทั่วไปแล้ว ยังมี GMP เฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับอาหารที่มีความเสี่ยงหรือวิธีการผลิตเฉพาะเจาะจง รวมถึง GMP ที่กำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแลของแต่ละประเทศ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย การปฏิบัติตาม GMP ไม่ใช่แค่ข้อกำหนดทางกฎหมาย แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และยังเป็น "ใบเบิกทาง" สู่ตลาดต่างประเทศอีกด้วย
นอกเหนือจาก GMP แล้ว ระบบ HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Points) ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรฐานสากลที่สำคัญ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์อันตรายที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต และกำหนดจุดควบคุมวิกฤตเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงเหล่านั้น ซึ่งการมีทั้ง GMP และ HACCP ควบคู่กันไปจะช่วยยกระดับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างรอบด้าน
กรมปศุสัตว์เองก็มีโครงการ "เนื้อสัตว์ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค (ปศุสัตว์ OK)" ซึ่งเป็นการกระตุ้นเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านปศุสัตว์ในการผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่ฟาร์มมาตรฐาน (GAP) โรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาตและถูกสุขลักษณะ ไปจนถึงสถานที่จำหน่ายที่สะอาดและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยในอนาคต โครงการนี้จะขยายการรับรองให้ครอบคลุมสินค้าปศุสัตว์แปรรูป อาทิ ลูกชิ้น ไส้กรอก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ มากยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมการบริโภคอาหารที่ปรุงสำเร็จจากวัตถุดิบปศุสัตว์ที่มีมาตรฐาน
ดิจิทัลโลจิสติกส์: กุญแจสำคัญสู่ห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
การผลิตอาหารที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานเป็นเพียงครึ่งทางเท่านั้น การนำส่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปถึงมือผู้บริโภคอย่างมีคุณภาพและรวดเร็วคืออีกหนึ่งความท้าทายที่ต้องได้รับการจัดการอย่างมืออาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่ผู้บริโภคคาดหวังความรวดเร็วและความถูกต้องแม่นยำ "ดิจิทัลโลจิสติกส์" จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงทุกส่วนของห่วงโซ่อุปทานเข้าด้วยกันอย่างราบรื่น
สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสด แช่เย็น หรือแช่แข็ง เช่น เนื้อสุกรแช่แข็งและแช่เย็น การรักษา "ห่วงโซ่ความเย็น" (Cold Chain) อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ตั้งแต่ "คลังสินค้าเย็น" ไปจนถึง "รถควบคุมอุณหภูมิ" เพื่อคงคุณภาพและยืดอายุสินค้า การหยุดชะงักของห่วงโซ่ความเย็นแม้เพียงชั่วคราวก็อาจส่งผลให้สินค้าเสียหายและไม่ปลอดภัยต่อการบริโภคได้ อย่างไรก็ตาม เราต้องแจ้งให้ทราบว่า บริษัท วีมูฟ แพลตฟอร์ม จำกัด ในปัจจุบันยังไม่ได้ให้บริการขนส่งสินค้าประเภทของสด สินค้าเน่าเสียง่าย สินค้าแช่เย็น หรือสินค้าแช่แข็งที่มีความอ่อนไหวสูงโดยตรง เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานเฉพาะของสินค้าประเภทนั้นๆ ที่ต้องอาศัยระบบควบคุมอุณหภูมิที่ละเอียดอ่อนและเข้มงวดเป็นพิเศษตามประเภทสินค้า ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ต้องการขนส่งผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์สด แช่เย็น หรือแช่แข็ง จะต้องพิจารณาผู้ให้บริการขนส่งที่มีความเชี่ยวชาญและมีรถควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมกับชนิดสินค้า เพื่อรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตลอดเส้นทาง
ถึงแม้ WeMove จะยังไม่ได้รับบริการขนส่งสินค้าประเภทของสดหรือแช่เย็นโดยตรง แต่บทบาทของ WeMove ในการขับเคลื่อน "ดิจิทัลโลจิสติกส์" และการเพิ่มประสิทธิภาพในห่วงโซ่อุปทานโดยรวมนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสามารถนำมาปรับใช้และได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล WeMove มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างระบบนิเวศด้านการขนส่งที่ "มุ่งเน้นผู้ให้บริการขนส่ง (Carrier Centric)" และส่งเสริม "ระบบโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics)
แพลตฟอร์มของ WeMove เช่น Transport Procurement System (TPS) ช่วยให้ลูกค้าธุรกิจ (B2B) สามารถบริหารจัดการการขนส่งออนไลน์ได้อย่างครบวงจร ด้วยระบบอัจฉริยะต่าง ๆ เช่น Smart Vendor Management, Smart Bidding, Smart Matching with API, Smart Tracking & Pre-warning และ Smart Dashboard สิ่งเหล่านี้ช่วยลดกระบวนการทำงานแบบเดิมได้ถึง 70% เพิ่มความโปร่งใส และลดค่าขนส่งโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ไม่ได้ขนส่งเนื้อสัตว์แช่แข็งโดยตรง แต่ผู้ผลิตอาหารยังคงต้องขนส่งวัตถุดิบอื่น ๆ ที่ไม่เน่าเสียง่าย บรรจุภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ไม่ต้องการการควบคุมอุณหภูมิที่ซับซ้อน WeMove สามารถเป็นส่วนสำคัญในการบริหารจัดการขนส่งเหล่านี้ได้อย่างไร้รอยต่อ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถมุ่งเน้นทรัพยากรไปกับการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย
สำหรับผู้ขนส่งและคนขับรถ "WeMoveDrive Application" รองรับงานทั้งแบบเต็มคัน (FTL), แบบแชร์พื้นที่ (STL) และงานขากลับ (Backhauling) บริการเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้รถบรรทุก ลดปัญหารถวิ่งเที่ยวเปล่า ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของ "ESG โลจิสติกส์" ที่ WeMove ให้ความสำคัญ การลดรถวิ่งเที่ยวเปล่าไม่เพียงแต่ลดต้นทุนของผู้ขนส่ง แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดปัญหาการจราจร และลดอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือตามหลัก ESG สิ่งนี้ส่งผลดีต่อภาพรวมของห่วงโซ่อุปทานและสิ่งแวดล้อมโดยรวมของประเทศ
WeMove ยังมีบริการจัดการโลจิสติกส์แบบครบวงจร (Transportation - 3PL) ทั้งแบบ Full Truck Load (เหมาคัน) สำหรับการขนส่งทั่วประเทศ ข้ามพรมแดน และ Multimodal โดยมีรถในเครือข่ายกว่า 5,000 คัน รองรับงานหลากหลายประเภท เช่น ตู้ทึบ คอก และพื้นเรียบ และบริการ Shared Truck Load (ฝากส่ง) สำหรับสินค้าจำนวนน้อยชิ้น นอกจากนี้ บริการ E-Merchant สำหรับผู้ขนส่ง เช่น ประกันภัยสินค้ารายปี บัตรเติมน้ำมันพร้อมส่วนลด และสินเชื่อเพื่อสภาพคล่อง (Digital Factoring) ยังช่วยให้ผู้ขนส่งมีสภาพคล่องและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น ซึ่งเป็นการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของระบบขนส่งให้แข็งแกร่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมให้ภาคการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสามารถเข้าถึงบริการขนส่งที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานในส่วนที่ไม่ต้องควบคุมอุณหภูมิเป็นพิเศษ
การส่งออกเนื้อสัตว์: ก้าวสู่ตลาดโลกด้วยคุณภาพและความน่าเชื่อถือ
การผลิตผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัย ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการภายในประเทศ แต่ยังเปิดประตูสู่โอกาส "ส่งออกเนื้อสัตว์" ไปยังตลาดโลกได้อีกด้วย ในปี 2567 สินค้าปศุสัตว์ของไทยมีมูลค่าการส่งออกถึง 320,674 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยกลุ่มเนื้อสัตว์แช่แข็ง โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ปีกเป็นสินค้าหลักที่ส่งออกมากที่สุด ส่วนการส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็งและเนื้อสุกรแปรรูปมีแนวโน้มลดลงในช่วงปี 2564-2568 แต่ราคาส่งออกเนื้อสุกรแปรรูปกลับเพิ่มขึ้น การที่ประเทศไทยสามารถเปิดตลาดส่งออกเนื้อสุกรไปยังมาเลเซียได้ ถือเป็นความสำเร็จที่สะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมสุกรไทยและมาตรฐานการผลิต ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2569 นี้ มูลค่าการส่งออกสุกรไปยังมาเลเซียจะสูงถึง 4,000 ล้านบาท การส่งออกล็อตใหญ่นี้ยังช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกินในไทยและรักษาเสถียรภาพราคาสุกรภายในประเทศอีกด้วย
การจะประสบความสำเร็จในการส่งออกนั้น นอกจากการมีผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล เช่น GAP, GMP, HACCP แล้ว "โลจิสติกส์อาหารแช่แข็ง" ที่มีประสิทธิภาพก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง การขนส่งข้ามประเทศต้องมั่นใจว่าห่วงโซ่ความเย็นไม่ขาดตอน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดเส้นทาง เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศคู่ค้าที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสุขอนามัยของอาหารอย่างเข้มงวด
แม้ WeMove จะไม่ได้ให้บริการขนส่งสินค้าแช่แข็งโดยตรง แต่สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปที่ไม่ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด หรือวัตถุดิบอื่น ๆ ที่ใช้ในการผลิต WeMove ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชันด้านโลจิสติกส์ที่ตอบโจทย์ได้ ด้วยระบบที่ทันสมัย โปร่งใส และน่าเชื่อถือ จะช่วยให้การจัดการการขนส่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซับซ้อน และช่วยให้ผู้ประกอบการ SME อาหาร สามารถเข้าถึงบริการขนส่งที่หลากหลายและคุ้มค่า ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขยายตลาดและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระดับโลก
SME อาหาร: โอกาสเติบโตในโลกยุคใหม่
สำหรับ "SME อาหาร" การเผชิญกับวิกฤติต่างๆ อาจดูเป็นเรื่องยากลำบาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการปรับปรุงและยกระดับธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้น การนำเทคโนโลยีและมาตรฐานสากลมาปรับใช้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
SME ควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในระบบการผลิตที่ได้มาตรฐาน GMP และ HACCP เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ การใช้ "ระบบจัดการขนส่ง" แบบดิจิทัลจะช่วยลดภาระด้านการบริหารจัดการ ลดความผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งมอบสินค้า แม้ WeMove จะไม่ได้ขนส่งสินค้าแช่แข็ง แต่แพลตฟอร์ม WeMove ที่ให้บริการระบบจับคู่งานและระบบจัดการการขนส่ง (Transportation Management System) สามารถช่วยให้ SME เข้าถึงเครือข่ายรถบรรทุกมืออาชีพทั่วประเทศ และจัดการการขนส่งวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ไม่ต้องการการควบคุมอุณหภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้แอปพลิเคชัน WeMoveDrive สำหรับผู้ขนส่งยังช่วยให้ SME ที่มีรถขนส่งเป็นของตัวเอง สามารถจัดการงานขนส่งได้ดีขึ้น และอาจหารายได้เพิ่มเติมจากงาน "Backhauling" ที่ WeMove ให้บริการ ช่วย "ลดรถเที่ยวเปล่า" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามหลัก "ESG โลจิสติกส์" ที่ช่วยลดต้นทุนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเข้าถึงบริการเสริมสำหรับผู้ขนส่ง เช่น บัตรเติมน้ำมันและสินเชื่อเพื่อสภาพคล่องจาก WeMove ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานอาหารได้
ก้าวข้ามความท้าทาย สู่ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารไทย
วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร โดยเฉพาะกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป เป็นบทเรียนสำคัญที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนต้องตระหนักถึงความสำคัญของ "ความปลอดภัยอาหาร" และ "โลจิสติกส์อัจฉริยะ" การผนึกกำลังกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในการยกระดับมาตรฐานการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการใช้เทคโนโลยี จะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในระยะยาว
การปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล การควบคุม "โรงงานเถื่อน" อย่างจริงจัง และการสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และเปิดโอกาสใหม่ๆ ในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ
แม้ว่าในส่วนของการขนส่งผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์สด แช่เย็น หรือแช่แข็งนั้น WeMove จะยังไม่ได้รับบริการโดยตรงด้วยเหตุผลด้านมาตรฐานเฉพาะที่สูงมาก แต่ WeMove ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทยให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน "ดิจิทัลโลจิสติกส์" และ "ESG โลจิสติกส์" ด้วยการนำเสนอโซลูชันที่ช่วย "ลดรถเที่ยวเปล่า" เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขนส่ง และสนับสนุนผู้ขนส่งอย่างรอบด้าน
อนาคตของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์แปรรูปไทยไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้ได้ปริมาณมากที่สุดเท่านั้น แต่อยู่ที่การผลิตให้ได้คุณภาพสูงสุด ปลอดภัยที่สุด และส่งมอบด้วยระบบ "โลจิสติกส์อัจฉริยะ" ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลงทุนในความปลอดภัย การปรับใช้เทคโนโลยี และการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล จะเป็นรากฐานสำคัญที่นำพาอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ก้าวไปสู่การเป็น "ครัวโลก" ที่ทุกคนไว้วางใจอย่างแท้จริง
ผู้บริหารของบริษัท วีมูฟ แพลตฟอร์ม จำกัด ทั้ง ดร.ปิยะนุช สัมฤทธิ์ (Founder) และ ธนพล สัมฤทธิ์ (CEO) มีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นแพลตฟอร์มผู้ให้บริการขนส่งสินค้าด้วยระบบดิจิทัล ที่เชื่อมโยงธุรกิจเข้ากับเครือข่ายรถบรรทุกอัจฉริยะและมืออาชีพทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างระบบนิเวศด้านการขนส่งที่มุ่งเน้นผู้ให้บริการขนส่ง ซึ่งแนวคิดนี้จะส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนในภาพรวมของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ และเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนภาคการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว

