นโยบายการใช้งาน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ การใช้เว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าคุณมีการยินยอมให้ใช้คุกกี้ โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Logo WeMove Platform
บทความ

สถิติการจดทะเบียนรถ 2569: EV พุ่ง! กระบะสะดุด อัปเดตเทรนด์ตลาดรถยนต์ไทย

เจาะลึกสถิติการจดทะเบียนรถยนต์ปี 2569 พบยอด EV พุ่งสวนกระแส ในขณะที่รถกระบะชะลอตัว. พร้อมวิเคราะห์เทรนด์และปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดรถยนต์ไทยล่าสุด.

หมวด : สถิติการขนส่ง

หมวดรอง : สถิติการจดทะเบียนรถ

ผู้เขียน :

WeMove Admin

วันที่ตีพิมพ์ : 28-06-2026

วันที่อัปเดต : 28-06-2026

รถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จอยู่หน้ารถกระบะบนถนนในเมืองที่มีการจราจรคึกคัก

โลกยานยนต์ไทยครึ่งปี 2569: ก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ที่พลังงานสะอาดเป็นแกนนำ

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงกลางปี 2569 กำลังเผชิญกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากสถิติการจดทะเบียนรถยนต์ที่ปรากฏเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ตลาดรถยนต์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง แรงขับเคลื่อนหลักที่เห็นได้ชัดคือการพุ่งทะยานของ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในขณะที่ รถกระบะ ซึ่งเคยเป็นเสาหลักของ ตลาดรถยนต์ไทย 2569 กลับต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนเทรนด์ของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนโยบายภาครัฐและสถานการณ์เศรษฐกิจที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของ อุตสาหกรรมยานยนต์ ในประเทศอีกด้วย

สถิติรถยนต์ EV พุ่งแรง: เมื่ออนาคตมาถึงเร็วกว่าที่คิด

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า รถยนต์ไฟฟ้า กำลังเป็นดาวเด่นใน ตลาดรถยนต์ไทย 2569 อย่างแท้จริง ข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก ชี้ให้เห็นถึงยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงครึ่งแรกของปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ในเดือนพฤษภาคม 2569 มียอดจดทะเบียนสูงถึง 18,376 คัน ขณะที่รถยนต์ไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดจดทะเบียน 15,099 คัน และ 2,436 คัน ตามลำดับ.

หากมองภาพรวมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน 2569 ยอดขายรถยนต์โดยรวมอยู่ที่ 230,477 คัน โดยในจำนวนนี้ ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า BEV พุ่งขึ้นถึง 90.61% ด้วยจำนวน 64,109 คัน และ HEV เพิ่มขึ้น 24.76% อยู่ที่ 51,434 คัน แสดงให้เห็นว่ารถยนต์พลังงานทางเลือกกลุ่มนี้ครองสัดส่วนยอดขายรวมมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดแล้ว. การเติบโตนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นผลมาจากหลายปัจจัย ทั้งมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐภายใต้โครงการ EV 3.5 ที่ให้เงินอุดหนุนสูงสุดถึง 100,000 บาท และลดภาษีสรรพสามิตเหลือเพียง 2%. นอกจากนี้ วิกฤต ราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นและผันผวนอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นแรงผลักดันให้ผู้บริโภคหันมามองหาทางเลือกที่ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้งานหนักที่ต้องการลดต้นทุนการดำเนินงาน.

แบรนด์รถยนต์จีน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนตลาด EV ในไทย ด้วยการนำเสนอ รถใหม่ ที่มีราคาเข้าถึงง่ายและเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ทำให้เกิด "สงครามราคา" ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างมาก. ในงาน Motor Show 2026 ที่ผ่านมา ยอดจองรถยนต์กว่า 50% เป็นของรถยนต์ไฟฟ้า BEV สะท้อนถึงการยอมรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในหมู่ผู้บริโภคชาวไทยที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว.

ความคุ้มค่า ไม่ใช่แค่เรื่องราคาซื้อ แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายในการใช้งาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่าและค่าบำรุงรักษาที่น้อยกว่ารถยนต์สันดาป ทำให้ผู้ที่ใช้งานระยะทาง 30,000 กิโลเมตรต่อปี พบว่ารถยนต์ไฟฟ้ามีต้นทุนต่อกิโลเมตรต่ำที่สุด. นอกจากนี้ การพัฒนา แบตเตอรี่ EV ก็ก้าวหน้าไปมาก เช่น เทคโนโลยีแบตเตอรี่โซลิดสเตตจากค่าย Changan ที่คาดว่าจะเริ่มติดตั้งในรถยนต์จริงไตรมาส 3 ปี 2569 นี้ ซึ่งจะช่วยให้รถวิ่งได้ไกลถึง 1,500 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง. หรือแบตเตอรี่รุ่นใหม่จาก CATL ที่สามารถชาร์จไฟจาก 10% ไป 80% ได้ในเวลาเพียง 3 นาที 44 วินาที ซึ่งใกล้เคียงกับการเติมน้ำมันเลยทีเดียว. การที่ สถานีชาร์จ ทั่วประเทศมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมียอดรวมกว่า 4,643 จุด ยิ่งช่วยลดความกังวลเรื่อง "Range Anxiety" ของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี.

รถกระบะสะดุด: แรงสั่นสะเทือนจากเศรษฐกิจฐานราก

ในทางกลับกัน ตลาดรถกระบะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคเศรษฐกิจภูมิภาคและการพาณิชย์ กลับต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง ยอดจดทะเบียนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลหรือรถกระบะ (รย.3) ในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 5,839 คัน. ส่วนในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2569 ยอดขายรถกระบะอยู่ที่ 48,324 คัน ลดลง 5.84% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว. ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจหลายแห่งคาดการณ์ว่ายอดขายรถกระบะบรรทุก 1 ตัน ในปี 2569 จะลดลง 7% เหลือเพียงประมาณ 171,000 คัน ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 24 ปี.

สาเหตุหลักของยอดขายที่สะดุด มาจากหลายปัจจัยเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อของภาคครัวเรือนระดับกลางถึงล่างที่อ่อนแอลง. นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังคงมีความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติ สินเชื่อรถยนต์ ส่งผลให้ผู้บริโภคเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของตลาดรถกระบะ. การปรับตัวของภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2569 ซึ่งอ้างอิงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และเทคโนโลยีขับเคลื่อนเป็นหลัก ก็มีส่วนกดดันยอดขายรถกระบะสมรรถนะสูงเช่นกัน.

แม้ว่า รถกระบะ จะเป็นสินทรัพย์เพื่อใช้ในการผลิตและประกอบอาชีพของครัวเรือน ภาคเกษตรกรรม รวมถึงธุรกิจ SMEs แต่เมื่อรายได้ฟื้นตัวช้าและไม่ทั่วถึง จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อ อย่างไรก็ตาม พบว่ารถกระบะที่เน้นการใช้งานจริงและมีราคาช่วง 600,000 – 799,000 บาท (กระบะตอนเดียว/กระบะแคป) ยังคงได้รับความนิยมและมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น สวนทางกับกระบะสองตอนที่มีราคา 800,000 – 999,000 บาท ที่สัดส่วนลดลง.

รถยนต์นั่ง: ตลาดที่กำลังปรับโฉมใหม่

สำหรับตลาด รถยนต์นั่ง โดยรวมนั้นยังคงแข็งแกร่ง แต่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงภายในที่น่าสนใจ แม้ว่ายอดขายรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) จะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ยังคงครองสัดส่วนหลักของตลาด โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีจำนวน 157,099 คัน คิดเป็น 68.16% ของยอดขายทั้งหมด และเพิ่มขึ้น 23.91% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า.

การเติบโตในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มาจากกระแสของ รถยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น BEV, PHEV หรือ HEV ที่เข้ามาแทนที่รถยนต์สันดาปแบบเดิมอย่างเห็นได้ชัด ผู้บริโภคเริ่มมองหาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีต้นทุนการใช้งานที่ต่ำกว่า โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ ราคาน้ำมัน ยังคงผันผวน. การแข่งขันในกลุ่ม รถใหม่ ยังคงดุเดือด โดยเฉพาะจาก แบรนด์รถยนต์จีน ที่นำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งทำให้ผู้ผลิตค่ายอื่นต้องเร่งปรับตัวและนำเสนอรถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ๆ เข้ามาแข่งขัน เพื่อรักษาส่วนแบ่งใน ตลาดรถยนต์ไทย.

ปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอม ตลาดรถยนต์ไทย 2569

การเปลี่ยนแปลงในตลาดรถยนต์ไทยปี 2569 เกิดจากปัจจัยที่ซับซ้อนและหลากหลาย ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ:

นโยบายภาครัฐ: มาตรการส่งเสริม EV โดยเฉพาะโครงการ EV 3.5 และแนวคิด “รถเก่าแลกรถใหม่” ที่กระทรวงการคลังกำลังศึกษาอยู่ เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 และสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือไฮบริดที่ผลิตในประเทศ ถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ. นอกจากนี้ ยังมีมาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสำหรับ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมศักยภาพของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศอีกด้วย.

ราคาน้ำมัน: สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ยังคงผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้นจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้บริโภคหันมาพิจารณา รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ไฮบริด ที่มีต้นทุนพลังงานต่อกิโลเมตรต่ำกว่าอย่างจริงจัง.

สินเชื่อรถยนต์: การที่สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะ. อย่างไรก็ตาม สินเชื่อสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ากลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ซื้อกลุ่มนี้มักมีศักยภาพทางการเงินสูงกว่าและมีแนวโน้มจ่ายดาวน์สูงขึ้น.

เทคโนโลยี แบตเตอรี่ EV และ สถานีชาร์จ: การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งเรื่องระยะทางวิ่งที่ไกลขึ้นและการชาร์จที่เร็วขึ้น ทำให้ความกังวลของผู้บริโภคลดลง. ควบคู่ไปกับการขยายตัวของเครือข่าย สถานีชาร์จ ทั่วประเทศที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ยิ่งเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ รถยนต์ไฟฟ้า เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น.

แบรนด์รถยนต์จีน: การรุกตลาดอย่างหนักของ แบรนด์รถยนต์จีน ด้วยการนำเสนอ รถยนต์ไฟฟ้า ที่มีความหลากหลายในราคาที่แข่งขันได้ กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตลาด จากเดิมที่ตลาดเคยถูกครอบงำโดยแบรนด์ญี่ปุ่น.

ความคุ้มค่า: ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับ ความคุ้มค่า ตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์มากขึ้น ไม่ใช่แค่ราคาเริ่มต้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ค่าพลังงาน และราคาขายต่อในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ตลาด EV เติบโตอย่างรวดเร็ว.

ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและโลจิสติกส์

การเปลี่ยนแปลงใน สถิติรถยนต์ และยอดขายรถยนต์ใหม่ใน ตลาดรถยนต์ไทย 2569 ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน อะไหล่รถบรรทุก ธุรกิจบริการซ่อมบำรุง ไปจนถึงธุรกิจโลจิสติกส์ ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ใหม่ๆ

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ บริษัท วีมูฟ แพลตฟอร์ม จำกัด เข้าใจดีถึงความต้องการด้านการขนส่งที่หลากหลายและซับซ้อนใน อุตสาหกรรมยานยนต์ การขนส่งชิ้นส่วนยานยนต์ วัสดุสำหรับการผลิต แบตเตอรี่ EV หรือแม้แต่วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง สถานีชาร์จ และโรงงานผลิตต่างๆ ล้วนต้องการระบบจัดการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ.

WeMove จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มการขนส่งที่ทันสมัยอย่าง Transport Procurement System (TPS) ที่เป็นระบบจัดซื้อและบริหารจัดการขนส่งออนไลน์แบบ Web APP สำหรับลูกค้าธุรกิจ ช่วยลดกระบวนการทำงานแบบเดิมได้ถึง 70% และเพิ่มความโปร่งใสพร้อมลดค่าขนส่งได้อย่างน่าทึ่ง. สำหรับผู้ประกอบการขนส่งและคนขับรถ WeMoveDrive Application ก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เข้าถึงงานขนส่งได้ง่ายขึ้น ทั้งงานเหมาคัน (Full Truck Load หรือ FTL) หรืองานฝากส่ง (Shared Truck Load หรือ STL) ซึ่งครอบคลุมการขนส่งสินค้าทั่วประเทศ. นอกจากนี้ ระบบ E-withholding tax ยังช่วยให้การจัดการภาษีเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น.

การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ EV เช่น โรงงานแบตเตอรี่ หรือ สถานีชาร์จ จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรหนักและวัสดุก่อสร้างจำนวนมาก WeMove มีบริการให้เช่าเครื่องจักรหนักสำหรับงานโครงการ เช่น รถเฮี๊ยบ/เครน, รถดัมพ์ และรถแม็คโคร. รวมถึงธุรกิจเทรดดิ้งที่จัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูงอย่างหิน ทราย และเหล็กรูปพรรณ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเหล่านี้.

สำหรับธุรกิจที่ต้องการขนส่งสินค้าทั่วไปหรือ อะไหล่รถบรรทุก เพื่อรองรับการบำรุงรักษารถยนต์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น 4 ล้อ, 6 ล้อ, 10 ล้อ หรือเทรลเลอร์ WeMove มีเครือข่ายรถในระบบกว่า 5,000 คัน พร้อมให้บริการ FTL และ STL ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวและความน่าเชื่อถือ. อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ บริษัท วีมูฟ แพลตฟอร์ม จำกัด ไม่รับขนส่งสิ่งมีชีวิต, ของสด, สินค้าเน่าเสียง่าย, สินค้าแช่เย็น, วัตถุอันตราย และสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด เพื่อความปลอดภัยและเป็นไปตามข้อกำหนด.

บทสรุปและอนาคตของ ตลาดรถยนต์ไทย

ปี 2569 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญสำหรับ ตลาดรถยนต์ไทย การเติบโตของ รถยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่เพียงแค่กระแสแฟชั่นชั่วคราว แต่เป็น เทรนด์รถยนต์ 2569 ที่จะคงอยู่และพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ การพัฒนาเทคโนโลยี แบตเตอรี่ EV และ สถานีชาร์จ ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงการแข่งขันที่ดุเดือดจาก แบรนด์รถยนต์จีน ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายและคุ้มค่ามากขึ้น.

ในขณะเดียวกัน ตลาดรถกระบะ ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ต้องเร่งปรับตัว ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ผู้ประกอบการใน อุตสาหกรรมยานยนต์ จึงต้องวางกลยุทธ์อย่างรอบคอบ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและคว้าโอกาสที่เกิดขึ้น. การที่ผู้บริโภคมองหา ความคุ้มค่า มากขึ้นในยุคที่ ราคาน้ำมัน ยังคงผันผวน และความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น จะยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่กำหนดทิศทางของยอดขายรถยนต์และ สถิติรถยนต์ ในอนาคตต่อไป

คัดลอกลิงก์

เรื่องที่คุณไม่ควรพลาด

บทความทั้งหมด

กลับขึ้นด้านบน