นโยบายการใช้งาน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ การใช้เว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าคุณมีการยินยอมให้ใช้คุกกี้ โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Logo WeMove Platform
บทความ

เจาะลึกสถานการณ์โลจิสติกส์ไทยปลายปี 2568: ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจรับปีงูใหญ่

วิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์โลจิสติกส์ไทยช่วงส่งท้ายปี 2568 พร้อมประเมินทิศทางปี 2569 ปัจจัยบวก-ลบที่ผู้ประกอบการต้องรู้ เพื่อปรับกลยุทธ์รับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างทันท่วงทีและคว้าโอกาสใหม่

หมวด : สถิติการขนส่ง

หมวดรอง : สถานการณ์โลจิสติกส์ในประเทศไทย

ผู้เขียน :

WeMove Admin

วันที่ตีพิมพ์ : 08-12-2025

วันที่อัปเดต : 08-12-2025

เจาะลึกสถานการณ์โลจิสติกส์ไทยปลายปี 2568: ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจรับปีงูใหญ่ thailand-logistics-situation-outlook-late-2025

ก้าวเข้าสู่เดือนธันวาคม 2568 บรรยากาศการค้าการขายและการจับจ่ายใช้สอยเริ่มคึกคักต้อนรับเทศกาลปีใหม่และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวเต็มรูปแบบ แต่เบื้องหลังความคึกคักนั้น ภาคโลจิสติกส์ของไทยกำลังเผชิญกับคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลงระลอกใหม่ที่ท้าทายความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการ ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยได้ออกมาคาดการณ์ตัวเลขการส่งออกปี 2569 ว่ามีแนวโน้มขยายตัวอย่างระมัดระวังที่ระดับ 2-3% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงเรื่องค่าเงินบาทที่ผันผวนและต้นทุนพลังงานที่ยังคงกดดัน สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงแบบลูกโซ่มาถึงผู้ประกอบการขนส่งทางบกและผู้ใช้บริการรถบรรทุกทั่วประเทศที่ต้องแบกรับต้นทุน

3 ปัจจัยหลักเขย่าวงการขนส่งไทยท้ายปี 68 และส่งผลถึงปีหน้า

  1. ราคาน้ำมันและการจัดการพลังงานที่เปลี่ยนไป: แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะมีความผันผวนตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่มาตรการตรึงราคาดีเซลในประเทศยังคงเป็น "เดอะแบก" ที่ช่วยพยุงต้นทุนขนส่งไว้ไม่ให้พุ่งสูงจนเกินไป อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการขนส่งเริ่มตระหนักว่าการพึ่งพาดีเซลเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยง จึงเริ่มมีการปรับตัวหันมาสนใจ รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ โดยเฉพาะในเส้นทางระยะสั้นและระยะกลาง (Short to Medium Haul) เพื่อลดต้นทุนพลังงานในระยะยาวและตอบโจทย์นโยบาย Net Zero ของลูกค้าองค์กรต่างชาติที่ต้องการลด Carbon Footprint ในห่วงโซ่อุปทาน

  2. E-commerce Boom ระลอกใหม่ & Quick Commerce: แคมเปญ 12.12 ที่กำลังจะมาถึง คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาลทุบสถิติปีที่แล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปต้องการสินค้ารวดเร็วขึ้น (Same-day delivery หรือ 1-hour delivery) ทำให้ความต้องการรถขนส่ง ทั้งแบบกระจายสินค้าถึงบ้าน (Last Mile) และการขนส่งระหว่างศูนย์กระจายสินค้า (Mid Mile) ด้วยรถ 6 ล้อตู้ทึบ และ 10 ล้อตู้ทึบ เพิ่มสูงขึ้นจนเกิดภาวะ "รถตึงตัว" ในบางเส้นทาง และขาดแคลนพื้นที่ระวางขนส่งในบางช่วงเวลา ส่งผลให้ค่าระวางเรือและค่าขนส่งทางบกอาจปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงพีค

  3. วิกฤตการขาดแคลนแรงงานขับรถคุณภาพ (Driver Shortage): ปัญหานี้ยังคงเป็นแผลเรื้อรังของวงการขนส่งไทยและทั่วโลก แม้จะมีผู้ถือใบอนุญาตขับขี่รถบรรทุกจำนวนมาก แต่คนขับที่มีทักษะ มีจิตสำนึกความปลอดภัย เข้าใจระบบเทคโนโลยี และมีวินัย ยังคงเป็นทรัพยากรที่หายากและเป็นที่ต้องการตัวอย่างมาก ส่งผลให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการของคนขับกลุ่มคุณภาพนี้สูงขึ้น ดันต้นทุนดำเนินงานของผู้ขนส่งให้ขยับตาม การแย่งตัวคนขับที่มีคุณภาพเริ่มรุนแรงขึ้นในหมู่ผู้ประกอบการรายใหญ่

ทางรอดในยุคความไม่แน่นอน: ปรับตัวสู่ Digital Logistics

จากสถานการณ์ข้างต้น ธุรกิจแบบเดิมที่ยังพึ่งพาวิธีการหา "รถผี" หรือรถรับจ้างทั่วไปตามคิวรถที่ไม่มีระบบรองรับ เริ่มประสบปัญหาเรื่องความไม่แน่นอน ทั้งเรื่องราคาที่ถูกโก่งในช่วงพีคซีซั่น และความเสี่ยงเรื่องสินค้าสูญหายที่ตามตัวผู้รับผิดชอบไม่ได้ ทิศทางของตลาดในปี 2569 จึงมุ่งสู่การใช้ "แพลตฟอร์มดิจิทัล" เข้ามาเป็นตัวกลาง (Intermediary) มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจับคู่ (Matching) งานขนส่ง ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการบริหารทรัพยากรได้ตรงจุด โดยเฉพาะการแก้ปัญหา "รถเที่ยวเปล่า" (Backhaul) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของทั้งระบบ ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม WeMove ที่ใช้ระบบอัจฉริยะ AI ในการเชื่อมโยงผู้ส่งสินค้ากับรถบรรทุกว่างในพื้นที่หรือรถที่กำลังจะตีรถกลับ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถหารถได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น ในราคาที่สมเหตุสมผลและเป็นธรรม แม้ในช่วงที่ความต้องการสูงอย่างเดือนธันวาคมนี้ นอกจากนี้ ระบบยังช่วยคัดกรองคุณภาพรถและคนขับ ให้ผู้ว่าจ้างมั่นใจได้มากกว่าการหาเอง ลดเวลาในการประสานงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

แนวโน้มปี 2569: ปีแห่งการเชื่อมโยงและประสิทธิภาพ

ในปีหน้า เราจะเห็นภาพการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมที่สมบูรณ์ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งโครงการรถไฟทางคู่สายเหนือและสายอีสานที่ทยอยเสร็จสมบูรณ์ และมอเตอร์เวย์สายใหม่ๆ เช่น บางปะอิน-โคราช (M6) ที่เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาเดินทางและต้นทุนโลจิสติกส์ได้จริง แต่ในขณะเดียวกัน การแข่งขันก็จะสูงขึ้น ผู้ที่อยู่รอดคือผู้ที่บริหารต้นทุนได้ดีที่สุดและใช้เทคโนโลยีเก่งที่สุด คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ SME และโรงงานที่ต้องใช้บริการขนส่งคือ "การวางแผนล่วงหน้า" และ "การหาพันธมิตรที่เชื่อถือได้" การจองรถล่วงหน้า 10-15 วันผ่านระบบที่มีมาตรฐาน จะช่วยการันตีว่าคุณจะมีรถขนส่งสินค้าแน่นอนในช่วงเทศกาล ไม่ต้องเสี่ยงสินค้าตกค้าง และยังสามารถคุมงบประมาณได้ (Cost Control) ไม่ต้องมานั่งลุ้นกับราคาค่ารถที่ขึ้นลงรายวันเหมือนราคาหุ้น สถานการณ์โลจิสติกส์ไทยอาจดูท้าทาย แต่สำหรับผู้ที่เตรียมพร้อมและปรับตัว โอกาสในการเติบโตยังเปิดกว้างเสมอครับ

คัดลอกลิงก์

เรื่องที่คุณไม่ควรพลาด

บทความยอดนิยม

บทความทั้งหมด

กลับขึ้นด้านบน