นโยบายการใช้งาน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ การใช้เว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าคุณมีการยินยอมให้ใช้คุกกี้ โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Logo WeMove Platform
บทความ

ส่องกล้อง “Digital Footprint” เมื่อ กกต. เชือด 28 ผู้สมัคร สส. เซ่นปมไม่แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ: เทคโนโลยี IoT และ GPS จะช่วยยืนยัน “ความบริสุทธิ์ใจ” ได้อย่างไร?

เจาะลึกกรณีร้อน กกต. ชงศาลฎีกาถอนชื่อ 28 ผู้สมัคร สส. ปมไม่ไปเลือกตั้ง วิเคราะห์ผ่านมุมมองเทคโนโลยี IoT, GPS และระบบเซนเซอร์ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกแห่งการตรวจสอบสิทธิ์และการยืนยันตัวตน พร้อมถอดบทเรียนความรับผิดชอบที่ “พลาดไม่ได้”

หมวด : เทคโนโลยีโลจิสติกส์

หมวดรอง : IoT/GPS/กล้อง/เซนเซอร์

ผู้เขียน :

WeMove Admin

วันที่ตีพิมพ์ : 04-02-2026

วันที่อัปเดต : 04-02-2026

ส่องกล้อง “Digital Footprint” เมื่อ กกต. เชือด 28 ผู้สมัคร สส. เซ่นปมไม่แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิ: เทคโนโลยี IoT และ GPS จะช่วยยืนยัน “ความบริสุทธิ์ใจ” ได้อย่างไร? digital-footprint-ect-disqualified-candidates-iot-gps-verification

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้อ่านทุกท่าน! เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวร้อนๆ ที่เพิ่งผ่านหน้าฟีดโซเชียลมีเดียกันมาสดๆ ร้อนๆ ในช่วง 2-3 วันนี้ กับกรณีที่ "กกต.ถอนชื่อผู้สมัคร" ล็อตใหญ่ ถึงขนาดมีมติยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาสอยร่วงผู้สมัคร สส. ถึง 28 ราย! โอ้โห... ฟังดูเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ? เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของเกมการเมืองหรือข้อกฎหมายที่น่าปวดหัวเพียงอย่างเดียว แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ของการ "จัดการข้อมูล" และการ "ยืนยันตัวตน" ในยุคดิจิทัลที่เราคิดว่าเราล้ำสมัยกันแล้ว แต่ทำไมเรื่องพื้นฐานอย่างการ "แจ้งเหตุไม่ไปเลือกตั้ง" ถึงกลายเป็นจุดตายที่ทำให้เส้นทางการเมืองของหลายคนต้องจบลง (หรือสะดุดอย่างแรง)

วันนี้เราจะไม่มานั่งวิเคราะห์ข้อกฎหมายมาตรานั้นมาตรานี้ให้เครียดกันครับ แต่ผมจะพาเพื่อนๆ ไปส่องกล้องมองทะลุปัญหาผ่านเลนส์ของเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง IoT (Internet of Things), GPS Tracking และระบบ เซนเซอร์ อัจฉริยะ ว่าในโลกยุค 2025 ที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันหมดเนี่ย เทคโนโลยีเหล่านี้มันจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา หรือช่วย "จับผิด" กรณีแบบนี้ได้อย่างไร? และทำไม "ร่องรอยดิจิทัล" หรือ Digital Footprint ถึงกลายเป็นพยานปากเอกที่สำคัญยิ่งกว่าคำแก้ตัวใดๆ

เตรียมตัวให้พร้อม แล้วกระโดดขึ้นรถไฟความเร็วสูงทางความคิดไปพร้อมกัน เพราะเรื่องนี้สนุกกว่าที่คุณคิดแน่นอนครับ!

เมื่อ "สิทธิ" หายไปเพราะไม่ได้ "แจ้ง"

ก่อนจะไปถึงเรื่องเทคโนโลยี เรามาปูพื้นฐานข่าวนี้กันสักนิดครับ (เผื่อใครมัวแต่ปั่นงานจนตกข่าว) ประเด็นร้อนมันอยู่ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เขาตรวจพบว่ามีผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 28 ราย ที่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย สาเหตุหลักๆ เลยคือ "อยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง"

อ้าว! แล้วไปโดนจำกัดสิทธิกันตอนไหน? คำตอบคือ... จากการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านๆ มาครับ และจุดพีคคือ "ไม่ได้แจ้งเหตุผลที่ไม่อาจไปใช้สิทธิ" ภายในระยะเวลาที่กำหนด

กฎหมายบ้านเราเขาเขียนไว้ชัดเจนครับว่า การเลือกตั้งเป็น "หน้าที่" ถ้าคุณไม่ไป คุณต้องแจ้งเหตุผล (เช่น ป่วย, เดินทางออกนอกพื้นที่, มีเหตุสุดวิสัย ฯลฯ) ถ้าไม่แจ้ง = โดนตัดสิทธิหลายอย่าง รวมถึงสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งด้วย ซึ่งงานนี้ กกต. เขาเอาจริง ยื่นศาลฎีกาเช็คบิลย้อนหลัง และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ มีการพาดพิงไปถึงหัวหน้าพรรคด้วยว่าอาจจะมีความผิดร่วมฐานรับรองผู้สมัครที่มีลักษณะต้องห้าม

คำถามคือ... ในยุคที่เราสั่งกะเพราไก่ไข่ดาวผ่านแอปฯ ได้ใน 30 นาที ทำไมการ "แจ้งเหตุ" หรือการ "ตรวจสอบสิทธิ" ถึงยังเป็นเรื่องที่ผิดพลาดกันได้? หรือจริงๆ แล้ว มันมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้น?

นี่แหละครับคือจุดที่ เทคโนโลยี IoT และ Big Data ภาครัฐ ควรจะเข้ามามีบทบาทอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่การกรอกเอกสารออนไลน์ แต่คือการเชื่อมโยงข้อมูลแบบไร้รอยต่อ (Seamless) เพื่อป้องกันความผิดพลาดระดับ "Human Error" ที่อาจทำลายอนาคตทางการเมืองของใครบางคนได้เลยทีเดียว

IoT และ Sensor: พยานปากเอกที่โกหกไม่เป็น

เพื่อนๆ ลองจินตนาการดูนะครับ สมมติว่าผู้สมัครท่านหนึ่งอ้างว่า "วันที่เลือกตั้งครั้งก่อน ผมป่วยหนักนอนซมอยู่โรงพยาบาลครับ เลยไปเลือกตั้งไม่ได้ และลืมแจ้งเหตุเพราะมึนยา"

ในอดีต กกต. หรือศาลอาจจะต้องไปขอเวชระเบียน เรียกหมอมาสอบปากคำ วุ่นวายไปหมด แต่ในยุค Smart City ที่ขับเคลื่อนด้วย เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) ทุกอย่างมันง่ายกว่านั้นเยอะครับ

Wearable Devices: หลักฐานที่อยู่บนข้อมือ

ปัจจุบัน Smart Watch หรือ Health Tracker ที่เราใส่ๆ กันอยู่นี่แหละครับ คือ IoT Sensor ขั้นเทพ มันวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate), อุณหภูมิร่างกาย, หรือแม้แต่ระดับออกซิเจนในเลือด ถ้าผู้สมัครท่านนั้นป่วยจริง ข้อมูล Biometric เหล่านี้จะเป็น "หลักฐานดิจิทัล" ที่แน่นหนายิ่งกว่าใบรับรองแพทย์กระดาษใบเดียวเสียอีก ข้อมูลเหล่านี้สามารถซิงค์ขึ้น Cloud และใช้ยืนยันสถานะสุขภาพในช่วงเวลานั้นๆ ได้ทันทีหากมีการเชื่อมต่อระบบ

Smart Hospital & Connected Health

โรงพยาบาลยุคใหม่ใช้ระบบ IoT ในการติดตามผู้ป่วย ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าโรงพยาบาล เซนเซอร์จะบันทึกการเข้ารับบริการ การจ่ายยา ไปจนถึงการพักฟื้นในห้องผู้ป่วย ข้อมูลนี้คือ Digital Footprint ที่ไม่สามารถปลอมแปลงได้ง่ายๆ หากระบบฐานข้อมูลภาครัฐเชื่อมโยงกัน (แน่นอนว่าต้องผ่านความยินยอมเรื่อง PDPA) การตรวจสอบว่า "ป่วยจริงหรือไม่" จะใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที

CCTV และ AI Analysis: ตาข่ายฟ้าดิน

กล้อง CCTV อัจฉริยะ ที่ติดตั้งตามมุมเมือง ไม่ได้มีไว้แค่จับโจรหรือดูรถติดอีกต่อไปครับ แต่มันทำงานร่วมกับระบบ AI Face Recognition ในการระบุตัวตน (ในประเทศที่มีการใช้ระบบนี้อย่างเข้มข้น) หากผู้สมัครอ้างว่า "ติดภารกิจด่วนต่างจังหวัด" แต่กล้องวงจรปิดหน้าหน่วยเลือกตั้งจับภาพเขาเดินผ่านไปมาได้ ระบบจะแจ้งเตือนความขัดแย้งของข้อมูลทันที

นี่คือความน่ากลัวและประโยชน์ของเทคโนโลยีครับ มันทำให้ "ความโปร่งใส" ไม่ใช่นามธรรมอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่จับต้องได้และตรวจสอบได้ด้วยข้อมูล

GPS Tracking: เมื่อ "ตำแหน่ง" คือคำตัดสิน

มาถึงพระเอกของงานอย่าง GPS Tracking และ การติดตามตำแหน่ง กันบ้างครับ เรื่องนี้สำคัญมากในกรณี "ไม่ไปเลือกตั้งเพราะอยู่นอกเขต"

กฎหมายบอกว่า ถ้าคุณอยู่นอกเขตเลือกตั้ง คุณต้องแจ้งเหตุ หรือลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า แต่ถ้าคุณลืม... แล้วมาอ้างทีหลังว่า "วันนั้นผมอยู่เชียงใหม่ครับ กลับมาเลือกที่ กทม. ไม่ทัน"

Location History ไม่เคยโกหก

โทรศัพท์มือถือที่เราพกติดตัวกันทุกคนมี GPS Sensor ฝังอยู่ Google Maps Timeline หรือ Apple Location Services บันทึกการเดินทางของเราไว้ละเอียดยิบ (ถ้าเราเปิดไว้) นี่คือหลักฐานชั้นดีที่ศาลอาจจะรับฟังได้ในอนาคต ว่าวันเวลาดังกล่าว คุณอยู่ที่ไหนกันแน่

การประยุกต์ใช้ในภาคขนส่ง vs การเมือง

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ผมขอยกตัวอย่างจากภาคการขนส่งครับ ในวงการโลจิสติกส์ ความแม่นยำเรื่องตำแหน่งและเวลาคือ "คอขาดบาดตาย" พอๆ กับเรื่องสิทธิเลือกตั้งเลยทีเดียว

ลองดูบริการของ WeMove (วีมูฟ) แพลตฟอร์มจองรถขนส่งสินค้าทั่วไทยดูสิครับ เขามีบริการ Full Truck Load (FTL) หรือการเหมาคัน ซึ่งเหมาะมากสำหรับการขนส่งสินค้าที่ต้องการความเร่งด่วนและปลอดภัยสูง สิ่งที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจคืออะไร? คือการที่เขาสามารถติดตามสถานะการขนส่งได้แบบ Real-time (On-demand) นี่แหละครับ

ถ้า WeMove สามารถรู้ได้ว่ารถบรรทุก 10 ล้อที่บรรทุกสินค้ามูลค่าหลายแสนบาท ตอนนี้วิ่งอยู่ที่พิกัดไหน ด้วยความเร็วเท่าไหร่ หรือจอดพักที่ไหน ทำไมเราจะเอาระบบติดตามแบบเดียวกันนี้มาประยุกต์ใช้ในการ "ยืนยันถิ่นที่อยู่" ของบุคคลสำคัญทางการเมืองในช่วงเวลาวิกฤตไม่ได้?

ระบบติดตามของภาคขนส่งนั้นละเอียดมากนะครับ เช่น ถ้าเป็นรถ 4 ล้อตู้ทึบ หรือรถ 6 ล้อ ที่วิ่งงานให้ WeMove ระบบจะรู้เลยว่ารถถึงจุดรับสินค้าหรือยัง ถึงจุดส่งหรือยัง มีหลักฐานการถ่ายภาพสินค้า (Proof of Delivery) ชัดเจน ซึ่งเทียบเคียงได้กับการที่ผู้สมัครต้องมี "Proof of Voting" หรือหลักฐานการไปใช้สิทธินั่นเอง ถ้าภาคขนส่งทำได้ละเอียดขนาดนี้ ภาครัฐก็น่าจะนำโมเดลความแม่นยำนี้ไปใช้ในการตรวจสอบ การแจ้งเหตุไม่ไปเลือกตั้ง ได้เช่นกัน

เช่น หากระบบราชการมีแอปฯ ที่ "Check-in" อัตโนมัติเมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเดินทางออกนอกเขตพื้นที่ในวันเลือกตั้ง ระบบอาจจะเด้ง Notification เตือนขึ้นมาเลยว่า "คุณกำลังอยู่นอกเขตเลือกตั้ง กรุณากดแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิภายใน 1 นาที" ... ถ้าทำได้แบบนี้ 28 ผู้สมัครที่โดนสอยชื่ออาจจะรอดก็ได้นะครับ!

ทำไมต้อง "แจ้งเหตุ"? และทำไมระบบถึงล้มเหลว?

กลับมาที่ปัญหาสุดคลาสสิกของมนุษย์: "การลืม" และ "ความยุ่งยาก"

การที่ กกต. ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาถอนชื่อ เพราะกฎหมายมองว่าการละเลยหน้าที่เป็นเรื่องใหญ่ แต่ในมุมของผู้ใช้งาน (User Experience - UX) ระบบการแจ้งเหตุในปัจจุบันอาจจะยังไม่ "Seamless" พอ

Pain Point ของระบบเดิม

  1. ต้องจำเอง: ต้องจำให้ได้ว่าเลือกตั้งวันไหน และต้องแจ้งก่อนหรือหลังกี่วัน

  2. ขั้นตอนเยอะ: แม้จะมีระบบออนไลน์ (Smart Vote) แต่หลายคนก็ยังสับสนเรื่องเมนู หรือลืมรหัสผ่าน

  3. ไม่มี Feedback Loop: แจ้งไปแล้ว เรื่องถึงไหน? อนุมัติไหม? บางทีก็เงียบหาย

ทางออกด้วย Automation และ AI

หากนำระบบ ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ มาใช้ โดยเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์และ Big Data:

  • Trigger Warning: ก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน ระบบส่ง SMS หรือ Line Alert เตือนทุกคน

  • Auto-Detect: ถ้าระบบ IoT/GPS ในมือถือตรวจจับว่าวันเลือกตั้ง ตัวเราอยู่ต่างประเทศ (Cross-border detection) ระบบน่าจะ "Suggest" ให้เรากดแจ้งเหตุได้เลยเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส โดยดึงข้อมูล Location มาเป็นหลักฐานประกอบอัตโนมัติ

  • Verification: ใช้ Digital ID (เช่น ThaID) ในการยืนยันตัวตน เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์

การนำเทคโนโลยีมาใช้ ไม่ใช่แค่เพื่อ "จับผิด" แต่เพื่อ "อำนวยความสะดวก" และ "รักษา" จำกัดสิทธิทางการเมือง ของประชาชนไม่ให้หลุดลอยไปเพราะความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ครับ

ความรับผิดชอบของ "หัวหน้าพรรค" กับระบบคัดกรองอัจฉริยะ

ในข่าวระบุว่า งานนี้ หัวหน้าพรรค อาจจะหนาวๆ ร้อนๆ ไปด้วย เพราะกฎหมายระบุว่าหัวหน้าพรรคต้องตรวจสอบคุณสมบัติลูกพรรคก่อนส่งลงสมัคร ถ้าส่งคนที่มีลักษณะต้องห้ามลง อาจมีความผิด!

นี่คือปัญหาเรื่อง Due Diligence หรือการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกครับ

AI Screening Tools

พรรคการเมืองยุคใหม่ ควรต้องมีระบบ AI ในการสกรีนผู้สมัครครับ ไม่ใช่แค่ดูโหงวเฮ้งแล้วรับเข้าพรรค แต่ต้องรันข้อมูลผ่าน ฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อเช็คประวัติย้อนหลัง

  • ประวัติการเลือกตั้ง (Vote History)

  • ประวัติอาชญากรรม

  • สถานะทางการเงิน

ถ้าพรรคการเมืองมีระบบหลังบ้านที่เชื่อม API (Application Programming Interface) กับฐานข้อมูล กกต. (ในระดับที่กฎหมายอนุญาต) ทันทีที่คีย์เลขบัตรประชาชนผู้สมัครลงไป ระบบควรจะขึ้นตัวแดงเลยว่า "WARNING: บุคคลนี้ขาดคุณสมบัติเนื่องจากไม่ไปเลือกตั้ง อบต. ปี 256X"

การใช้ Technology มาช่วย Screen จะช่วยลดความเสี่ยงที่หัวหน้าพรรคจะโดนหางเลขไปด้วย เหมือนกับการที่บริษัทขนส่งต้องสกรีนคนขับรถนั่นแหละครับ

บทเรียนราคาแพง: เทคโนโลยีกับสิทธิเสรีภาพ (Privacy vs. Security)

แน่นอนว่า พอพูดถึงการใช้ GPS ติดตามตัว หรือใช้ AI ตรวจสอบพฤติกรรม หลายคนอาจจะเริ่มกังวลเรื่อง PDPA หรือสิทธิส่วนบุคคล

"เฮ้ย! จะให้รัฐมารู้ตำแหน่งเราตลอดเวลาได้ไง?"

นี่คือจุดสมดุลที่ละเอียดอ่อนครับ ในกรณีของ กกต.ถอนชื่อผู้สมัคร นี้ เรากำลังพูดถึง "บุคคลสาธารณะ" ที่อาสาเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง มาตรฐานการตรวจสอบอาจจะต้องเข้มข้นกว่าคนทั่วไปหรือไม่?

Blockchain Voting?

ในอนาคต หากเราไม่อยากเจอปัญหา "ไม่ไปหน่วยเลือกตั้ง" ทำไมเราไม่เลือกตั้งผ่านมือถือ (Mobile Voting) ไปเลยล่ะ? โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain มายืนยันความถูกต้องและป้องกันการแก้ไขคะแนน

  • ถ้าเลือกตั้งผ่านมือถือได้ = ปัญหาการเดินทางหมดไป

  • ปัญหาการลืมไปเลือกตั้งลดลง

  • ข้ออ้างเรื่องไม่สบาย/รถติด ฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป

แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี (Infrastructure) ต้องแน่นปึ้ก และความเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัย (Cybersecurity) ต้องสูงลิ่ว ไม่อย่างนั้นจะเจอปัญหาแฮ็กคะแนนเลือกตั้งแทน ซึ่งน่ากลัวกว่าการไม่ไปเลือกตั้งเยอะครับ

เมื่อกฎหมายไล่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน (พรบ.คอมพิวเตอร์ & กฎหมายเลือกตั้ง)

กรณี 28 ผู้สมัครนี้ สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายบ้านเรายังมองเรื่อง "กายภาพ" เป็นหลัก (ต้องเอาตัวไปที่คูหา, ต้องส่งจดหมายแจ้งเหตุ) ในขณะที่วิถีชีวิตคนเป็น "ดิจิทัล" ไปแล้ว

การที่ กกต. ต้องส่งศาลฎีกา ตีความว่าผิดหรือไม่ผิด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลักฐานการ "จงใจ" หลีกเลี่ยง หรือ "เหตุสุดวิสัย" มันเป็นเรื่องนามธรรม แต่ถ้าเรามี Data Log ที่ชัดเจนจากอุปกรณ์ IoT กฎหมายอาจจะตัดสินได้ง่ายขึ้น

เช่น กฎหมายอาจจะระบุว่า "หลักฐานจาก GPS ในแอปพลิเคชันที่ได้รับการรับรองจากรัฐ สามารถใช้เป็นหลักฐานการแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิได้" เป็นต้น นี่จะเป็นการแก้กฎหมาย (Regulatory Guillotine) ที่ทันสมัยและลดภาระประชาชนอย่างแท้จริง

อนาคตของการเมืองไทย ในยุค Data-Driven

เรื่องราวของ 28 ผู้สมัคร สส. ที่ถูก กกต. เสนอให้ถอนชื่อ อาจจะดูเป็นข่าวร้ายสำหรับพวกเขา แต่สำหรับสังคมไทย นี่คือ Wake-up Call ครั้งใหญ่ที่เตือนให้เรารู้ว่า:

  1. Digital Footprint นั้นคงทนถาวร: สิ่งที่คุณทำ (หรือไม่ทำ) ในอดีต มันถูกบันทึกไว้ในระบบฐานข้อมูล และพร้อมจะถูกดึงมาตรวจสอบได้ทุกเมื่อ

  2. Ignorance is not an excuse: การอ้างว่า "ไม่รู้" หรือ "ลืม" ใช้ไม่ได้ผลในโลกที่ข้อมูลข่าวสารเชื่อมถึงกัน

  3. Technology is the Key: การนำ IoT, GPS, และ Big Data มาใช้ในกระบวนการเลือกตั้งและการตรวจสอบสิทธิ์ จะช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความโปร่งใสได้อย่างมหาศาล

ในขณะที่ภาคเอกชนอย่าง WeMove พัฒนาระบบจองรถเหมาคัน (FTL) หรือฝากส่ง (STL) จนล้ำหน้า มีทั้งประกันสินค้าและระบบติดตามรถที่แม่นยำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ภาคการเมืองเองก็ต้องเร่งอัปเกรด "ระบบปฏิบัติการ" ของตัวเองให้ทันสมัยเช่นกัน

ไม่แน่ว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า หรือการ เลือกตั้งซ่อม ที่จะเกิดขึ้น เราอาจจะได้เห็นการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้อย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อให้ "คะแนนเสียง" ทุกคะแนน และ "สิทธิ" ของทุกคน ถูกปกป้องและเคารพอย่างที่ควรจะเป็น

สุดท้ายนี้ อย่าลืมเช็คสิทธิเลือกตั้งของตัวเองกันบ่อยๆ นะครับ เดี๋ยวจะหาว่าแอดมินไม่เตือน! ส่วนใครที่กำลังมองหารถขนส่งสินค้าที่ "ไว้ใจได้" และ "ตรวจสอบได้" เหมือนกับที่ผมเล่ามา ก็ลองไปส่องดูบริการของ WeMove เขาได้ครับ อย่างน้อยของหายก็ยังมีระบบตามเจอ แต่ถ้าสิทธิทางการเมืองหาย... ตามกลับมายากนะบอกเลย!

เตรียมพบกับบทวิเคราะห์เจาะลึกเทคโนโลยี Smart City กับการเมืองไทยในบทความหน้า สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ!

คัดลอกลิงก์

เรื่องที่คุณไม่ควรพลาด

บทความยอดนิยม

บทความทั้งหมด

กลับขึ้นด้านบน