โลจิสติกส์ยุคใหม่: เมื่อพลังงานสะอาดขับเคลื่อนการขนส่งสู่ความยั่งยืน
โลกกำลังหมุนเร็วขึ้นทุกวัน และภาคการขนส่งซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่ใช่แค่เรื่องความเร็วหรือต้นทุนอีกต่อไป แต่ "ความยั่งยืน" กลายเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม โลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่คือวิถีที่ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและข้อกำหนดใหม่ ๆ ทั้งจากภาครัฐและนานาชาติ. การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากภาคขนส่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับสองรองจากภาคการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย กลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ. ในช่วงกลางปี 2569 นี้ เราได้เห็นเมกะเทรนด์ที่เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมขนส่งไทยอย่างชัดเจน ทั้งการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการบริหารจัดการ การเพิ่มบทบาทของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Truck) และการหันมาใช้พลังงานทางเลือกอย่างไบโอดีเซลและโซลาร์เซลล์อย่างจริงจัง.
รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck): อนาคตที่กำลังมาถึง
หนึ่งในนวัตกรรมยานยนต์รักษ์โลกที่โดดเด่นที่สุดในขณะนี้คือ รถบรรทุกไฟฟ้า หรือ EV Truck ซึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการขนส่งสินค้าทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย. ด้วยคุณสมบัติไร้มลพิษทางอากาศ ลดเสียงรบกวน และที่สำคัญคือลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน. การเปลี่ยนผ่านสู่ EV Truck ไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการลงทุนที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว ทั้งในส่วนของค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ.
รัฐบาลไทยเองก็ตระหนักถึงความสำคัญนี้ จึงได้ผลักดันนโยบาย "Green Transport" อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากรถบรรทุกสันดาปมาเป็นรถบรรทุก EV สำหรับภาคการขนส่งเชิงพาณิชย์. มีการเตรียมปลดล็อกงบประมาณสนับสนุนส่วนลดสำหรับการซื้อรถบรรทุกไฟฟ้า ทั้งแบบ 6 ล้อ และ 10 ล้อ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีการประกอบหรือผลิตแบตเตอรี่ในไทย เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและสร้างฐานการผลิตภายในประเทศ. นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถนำค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนฟลีทรถขนส่งเป็น EV 100% มาหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 3 เท่า ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้หลายบริษัทเริ่มพิจารณาการลงทุนนี้อย่างจริงจัง.
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ EV Truck ก็มีความท้าทายอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนเริ่มต้นที่ยังสูงกว่ารถสันดาป และโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จที่รองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ยังอยู่ในช่วงพัฒนา. แม้จำนวนสถานีชาร์จในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สถานีส่วนใหญ่ยังถูกออกแบบมาเพื่อรองรับรถยนต์ส่วนบุคคล. แต่ในปัจจุบัน (เดือนมิถุนายน 2569) เราเห็นการเร่งพัฒนาสถานีชาร์จ EV ที่รองรับกำลังไฟสูงและมีพื้นที่จอดที่กว้างขวางขึ้น ตามเส้นทางโลจิสติกส์หลักและพื้นที่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA VOLTA) และผู้ให้บริการเอกชนรายใหญ่.
สำหรับผู้ประกอบการขนส่งที่ต้องการก้าวสู่ยุค EV Truck บริษัท วีมูฟ แพลตฟอร์ม จำกัด ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการขนส่งด้วยระบบดิจิทัล ก็พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้. แม้ WeMove จะไม่ได้ผลิตรถบรรทุก EV โดยตรง แต่เราให้บริการระบบจับคู่งานอัจฉริยะ (Smart Matching) และระบบจัดการการขนส่ง (Transportation Management System - TMS) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินรถ ลดปัญหารถวิ่งเที่ยวเปล่า ซึ่งเป็นการลดการปล่อยคาร์บอนทางอ้อมได้อย่างดีเยี่ยม. นอกจากนี้ แพลตฟอร์ม WeMoveDrive Application ยังรองรับงานขนส่งทุกรูปแบบ ทั้งแบบเต็มคัน (FTL), แบบแชร์พื้นที่ (STL) และงานขากลับ (Backhauling) ช่วยให้ผู้ขนส่งสามารถบริหารจัดการเส้นทางและบรรทุกสินค้าได้เต็มประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานได้อย่างยั่งยืน.
พลังงานทางเลือก: ไบโอดีเซล B20 และ H-FAME
นอกจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว พลังงานทางเลือกอย่างไบโอดีเซลก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคขนส่ง โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ EV Truck ยังไม่ครอบคลุมทุกเส้นทางและทุกประเภทของงานหนัก. ดีเซล B20 ซึ่งเป็นน้ำมันดีเซลที่ผสมไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มของไทยในสัดส่วน 20% ได้รับการผลักดันจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรการดูแลราคาให้ต่ำกว่าดีเซลทั่วไป เพื่อจูงใจการใช้งานและช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงให้กับผู้ประกอบการขนส่ง.
ล่าสุด (เดือนเมษายน 2569) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ยังได้นำเสนอนวัตกรรมไบโอดีเซลพรีเมียมที่ชื่อว่า H-FAME (Hydrotreated Fatty Acid Methyl Ester) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขจัดข้อจำกัดของไบโอดีเซลทั่วไป. H-FAME มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า ไฮโดรจีเนชัน (Hydrogenation) ทำให้มีความเสถียรและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลฟอสซิล และที่สำคัญคือเป็น "Drop-in Fuel" ที่สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องดัดแปลงเครื่องยนต์.
แม้ H-FAME จะมีค่าความร้อนน้อยกว่าน้ำมันดีเซลเล็กน้อย แต่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่นละออง PM2.5 ได้สูงถึง 86% ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายการลดคาร์บอนขององค์กร. ดร. พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยจาก ENTEC สวทช. ชี้ว่า H-FAME เป็นคำตอบในช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับภาคขนส่งหนักที่ไม่สามารถเข้าถึง EV ได้ในทันที และโครงการนี้ได้ก้าวพ้นระดับห้องแล็บ เตรียมขยายกำลังการผลิตสู่โรงงานสาธิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น.
WeMove เข้าใจดีว่าการเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ดังนั้นนอกจากการสนับสนุนเทคโนโลยีดิจิทัลแล้ว เรายังมีบริการ E-Merchant สำหรับผู้ขนส่ง เช่น บัตรเติมน้ำมัน (Fleet Card) ที่มอบส่วนลดค่าน้ำมันให้กับสมาชิกผู้ขนส่ง เพื่อช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นดีเซล B20 หรือเชื้อเพลิงทางเลือกอื่น ๆ ที่เข้ามาในอนาคตก็ตาม. การสนับสนุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Carrier Centric ที่ WeMove มุ่งมั่นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ขนส่งให้เติบโตอย่างยั่งยืน.
พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์): แหล่งพลังงานสะอาดในระบบโลจิสติกส์
นอกจากการปรับเปลี่ยนยานยนต์และเชื้อเพลิงแล้ว การใช้พลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญ โซลาร์เซลล์ หรือพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมากในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ โดยเฉพาะกับการติดตั้งบนหลังคาโกดัง คลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า. โกดังสินค้าส่วนใหญ่มีหลังคาแบนขนาดใหญ่ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง และบางส่วนยังสามารถขายคืนเข้าระบบได้อีกด้วย.
การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในคลังสินค้าไม่เพียงช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าที่ผันผวน แต่ยังสอดคล้องกับนโยบาย "พลังงานสะอาด" ของภาครัฐ. ในช่วงปลายปี 2567 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (DEDE) ได้ยกเว้นใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ทุกขนาดบนหลังคาคลังสินค้า ทำให้กระบวนการลดขั้นตอนและใช้เวลาเพียง 30-60 วัน จากเดิมที่ใช้เวลานานถึง 6-12 เดือน. นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เป็นเวลา 2 ปี สำหรับโครงการที่ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยสำหรับการผลิต EV และอุปกรณ์สำหรับ EV ซึ่งรวมถึงระบบที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด.
ลองจินตนาการถึงโกดังสินค้าขนาดใหญ่ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ชาร์จไฟให้กับรถยกไฟฟ้า (Electric Forklift) หรือแม้แต่เป็นจุดพักและชาร์จพลังงานให้กับ EV Truck ในอนาคต นี่คือโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวที่ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลงฮวบฮาบ และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโครงข่ายพลังงานสะอาดทั่วประเทศ. WeMove ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศด้านการขนส่งที่ยั่งยืน และสนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งในการนำเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดมาใช้. แม้ WeMove จะไม่ได้ให้บริการติดตั้งโซลาร์เซลล์โดยตรง แต่เรามองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงและส่งเสริมพันธมิตรที่มีศักยภาพ เพื่อให้เครือข่ายผู้ประกอบการขนส่งของเราสามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานสะอาดเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น.
โลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics): ทางรอดและโอกาสสำหรับธุรกิจขนส่งไทย
แนวคิดโลจิสติกส์สีเขียว ไม่ใช่แค่เรื่องของการลดคาร์บอน แต่เป็นการบริหารจัดการกระบวนการทั้งหมดในห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การขนส่ง การบริหารสินค้าคงคลัง การจัดการคลังสินค้า ไปจนถึงการบรรจุภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน. ภาคขนส่งของไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 79.6 ล้านตันต่อปี คิดเป็นสัดส่วน 32% ของการปล่อยทั้งหมด. หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี คาดการณ์ว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนจะเพิ่มขึ้นเป็น 110 ล้านตันในปี 2030 และ 200 ล้านตันในปี 2050.
การปรับตัวสู่ Green Logistics จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะนอกจากจะช่วยโลกแล้ว ยังช่วยให้ธุรกิจมีแต้มต่อในการแข่งขัน. ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม. การมีข้อมูล Carbon Footprint ของการขนส่งจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ว่าจ้างระดับ Enterprise จะขอดู เพื่อประกอบการตัดสินใจในการประมูลงานใหญ่.
บทบาทของเทคโนโลยีในการขับเคลื่อน Green Logistics
การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนโลจิสติกส์สีเขียว โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน (มิถุนายน 2569) ที่ AI และ Big Data เข้ามามีบทบาทอย่างมาก. ระบบ Transportation Management System (TMS) ที่มี AI เป็นสมองกล จะช่วยในการวางแผนเส้นทางที่ชาญฉลาด (Dynamic Routing) คำนวณปัจจัยซับซ้อน เช่น สภาพอากาศ อุบัติเหตุ หรือแม้แต่ราคาน้ำมัน เพื่อปรับเปลี่ยนเส้นทางให้รถบรรทุกแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาด ลดต้นทุนแฝง และลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง.
WeMove เป็นผู้นำแพลตฟอร์มผู้ให้บริการขนส่งสินค้าด้วยระบบดิจิทัล ที่มุ่งเน้นนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมระบบ โลจิสติกส์สีเขียว. ด้วยแพลตฟอร์ม Transport Procurement System (TPS) ที่เป็น Web APP สำหรับลูกค้าธุรกิจ (B2B) ซึ่งมีระบบอัจฉริยะครบวงจร เช่น Smart Vendor Management, Smart Bidding, Smart Matching with API, Smart Tracking & Pre-warning และ Smart Dashboard. ระบบเหล่านี้ช่วยลดกระบวนการทำงานแบบเดิมได้ถึง 70% เพิ่มความโปร่งใส และที่สำคัญคือลดปัญหารถวิ่งเที่ยวเปล่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรง.
สำหรับลูกค้าทั่วไป (B2C) WeMove มี On-Demand Truck Booking Application สำหรับจองรถกระบะ 4 ล้อ ที่ครอบคลุมเส้นทางกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด จุดเด่นคือจับคู่งานไว การันตีราคาถูก มีระบบติดตามและ EPOD รองรับ E-payment/E-receipt ช่วยให้การขนส่งเป็นเรื่องง่าย สะดวก รวดเร็ว และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้นจากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า.
การบริหารจัดการและบริการเสริมเพื่อโลจิสติกส์ที่ยั่งยืน
การเปลี่ยนผ่านสู่โลจิสติกส์สีเขียวต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ดีในทุกมิติ WeMove ให้ความสำคัญกับหลัก ESG (Environment, Social, Governance) โดยมุ่งส่งเสริม Green Logistics ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดปัญหารถวิ่งเที่ยวเปล่า ซึ่งช่วยลดการจราจรและลดอุบัติเหตุด้วย. การดำเนินงานด้วยข้อมูลที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ เป็นสิ่งที่เรายึดมั่น.
นอกจากนี้ WeMove ยังมีบริการจัดการโลจิสติกส์แบบครบวงจร (Transportation - 3PL) ทั้งแบบเหมาคัน (FTL) สำหรับสินค้าทั่วไป อุปโภคบริโภค อุปกรณ์สำนักงาน สินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าเกษตร รวมถึงบริการแชร์พื้นที่ (STL) ที่เหมาะสำหรับสินค้าจำนวนน้อยชิ้นหรือชิ้นใหญ่แต่ไม่เต็มคันรถ ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่รถบรรทุกอย่างสูงสุด. สำหรับสินค้าบางประเภทที่ WeMove ไม่ได้รับขนส่ง เช่น สิ่งมีชีวิต ของสด สินค้าเน่าเสียง่าย สินค้าแช่เย็น วัตถุอันตราย และสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด เรามุ่งเน้นในประเภทสินค้าที่เราเชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานการบริการและความปลอดภัยสูงสุด.
WeMove ยังมีเครือข่ายรถในเครือข่ายกว่า 5,000 คัน ครอบคลุมทั้งแบบตู้ทึบ คอก และพื้นเรียบ ตั้งแต่ 4 ล้อ ไปจนถึง 22 ล้อ ซึ่งมีความหลากหลายพร้อมรองรับทุกความต้องการของผู้ประกอบการ. การจัดการงานขนส่งขากลับ (Backhauling) ก็เป็นอีกหนึ่งบริการที่ WeMove ให้ความสำคัญ เพื่อลดปัญหารถวิ่งเที่ยวเปล่าและนำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในราคาที่ประหยัดกว่า.
เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ขนส่งในการลงทุนปรับปรุงยานพาหนะและเทคโนโลยีให้ทันสมัย WeMove ยังมีบริการ Digital Factoring (รับซื้อบิลการค้าและรับเงินสดล่วงหน้า) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ขนส่ง. รวมถึงบริการประกันภัยสินค้ารายปีในราคาพิเศษ และประกันความรับผิดชอบผู้ขนส่ง เพื่อให้ทุกการขนส่งเป็นไปอย่างราบรื่นและอุ่นใจ.
อนาคตโลจิสติกส์ไทย: ก้าวสู่ความยั่งยืนที่จับต้องได้
การปฏิวัติวงการขนส่งไทยด้วยยานยนต์รักษ์โลก พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอันไกลโพ้น แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและเร่งตัวอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน. จากนโยบายภาครัฐที่มุ่งสนับสนุน Green Logistics อย่างชัดเจน ไปจนถึงการตื่นตัวของภาคเอกชนที่มองเห็น "โลจิสติกส์สีเขียว" เป็นทั้งโอกาสและทางรอดของธุรกิจ.
การลดคาร์บอนไม่ใช่แค่ภาระที่ต้องแบกรับ แต่คือการเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ ลดต้นทุนในระยะยาว และสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่แข็งแกร่งในสายตาผู้บริโภคและคู่ค้าทั่วโลก. สำหรับผู้ประกอบการขนส่ง การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องรอการลงทุนมหาศาลเพื่อเปลี่ยนเป็นรถ EV ทั้งหมด แต่สามารถเริ่มจากการปรับปรุงประสิทธิภาพภายในองค์กร เช่น การจัดเส้นทางขนส่งใหม่ ลดการวิ่งรถเที่ยวเปล่า การใช้ยางรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน และการวัดผลอย่างเป็นระบบ ซึ่งสามารถลดทั้งต้นทุนและลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 30-40%.
WeMove ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ด้วยการเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงธุรกิจเข้ากับเครือข่ายรถบรรทุกอัจฉริยะและมืออาชีพทั่วประเทศ. เรามุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งทุกระดับ ให้สามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์ โลจิสติกส์สีเขียว อย่างยั่งยืน. การสร้างระบบนิเวศด้านการขนส่งที่มุ่งเน้นผู้ให้บริการขนส่ง (Carrier Centric) และส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม คือหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจของ บริษัท วีมูฟ แพลตฟอร์ม จำกัด. การก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน คือหนทางสู่ความสำเร็จในอนาคตของโลจิสติกส์ไทยที่สะอาดและยั่งยืน.

