ตื่นเช้ามาเมื่อวานนี้ หลายคนคงแทบไม่อยากจะสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ เพราะมองออกไปนอกหน้าต่างก็เจอแต่ท้องฟ้าสีหม่นๆ ที่ไม่ใช่หมอกยามเช้าสุดโรแมนติก แต่เป็น "ฝุ่น PM 2.5 วันนี้" ที่พุ่งปรี๊ดจนแอปพลิเคชันเตือนภัยในมือถือร้องเตือนเป็นสีแดงเถือกไปทั่วทั้งเมืองหลวงและปริมณฑล วิกฤตหมอกควันที่วนลูปกลับมาทำร้ายสุขภาพคนไทยทุกปีจนกลายเป็นฤดูกาลที่ 4 ของประเทศไปเสียแล้ว แต่ที่น่าตกใจและเรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นความเคลื่อนไหวล่าสุดจากภาครัฐ เมื่อกระทรวงที่เกี่ยวข้องได้ออกมาประกาศ "ยาแรง" เตรียมคุมเข้มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะการเตรียมตั้งด่านสกัดรถควันดำในจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วกรุง!
ข่าวนี้ทำเอาคนใช้รถใช้ถนนสะดุ้งกันเป็นแถว เพราะนอกจากจะต้องกังวลเรื่องสุขภาพจาก ค่าฝุ่นละออง ที่ทะลุเพดานแล้ว ยังต้องมานั่งลุ้นอีกว่ารถคู่ใจที่ขับอยู่ทุกวันจะโดนหางเลข ถูกโบกเรียกให้จอดเข้าด่านตรวจหรือไม่ หลายคนเริ่มมองหาทางออก ไม่ว่าจะเป็นการแห่เอารถไป ตรวจสภาพรถ ยกใหญ่ หรือบางคนที่มีกำลังทรัพย์ก็เริ่มหันไปด้อมๆ มองๆ โชว์รูม รถยนต์ไฟฟ้า กันบ้างแล้ว แต่ช้าก่อนครับ! สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ที่ยังต้องผ่อนรถคันเก่าและยังไม่พร้อมจะขยับไปหา พลังงานสะอาด แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ในตอนนี้ มันยังมีทางออกที่ง่ายกว่านั้น ทางออกที่เริ่มต้นได้ทันทีตั้งแต่วินาทีที่คุณเสียบกุญแจสตาร์ทรถ นั่นคือศิลปะแห่งการ "ขับรถรักษ์โลก" หรือ Eco-Driving นั่นเอง
วันนี้เราจะมาถอดรหัสกันแบบช็อตต่อช็อต ว่าแค่การเปลี่ยน พฤติกรรมการขับขี่ เพียงเล็กน้อย มันจะช่วยกู้โลก (และกู้เงินในกระเป๋าเรา) ได้อย่างไรบ้าง รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะมองคันเร่งใต้ฝ่าเท้าเปลี่ยนไปตลอดกาล!
กฎเหล็กข้อที่ 1: คันเร่งไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์ นุ่มนวลไว้...ปอดปลอดภัยกว่า
ลองจินตนาการดูนะครับว่า ทุกครั้งที่คุณกระทืบคันเร่งมิดไมล์เพื่อพุ่งตัวออกจากไฟแดงราวกับกำลังแข่งรถฟอร์มูล่าวัน เครื่องยนต์ของคุณกำลังซดน้ำมันอึกใหญ่ และกระบวนการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง คือตัวการสำคัญที่พ่นเขม่าควันและก๊าซพิษออกสู่ชั้นบรรยากาศ เทคนิคขับรถประหยัด ข้อแรกที่แชมป์นักขับรถทุกคนรู้ดีคือ "ความนุ่มนวล"
การค่อยๆ ไล่น้ำหนักเท้าลงบนคันเร่ง ให้รอบเครื่องยนต์ค่อยๆ ไต่ระดับอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณ ประหยัดน้ำมัน ได้อย่างน่าทึ่ง (บางคนประหยัดได้ถึง 15-20% เลยทีเดียว) แต่ยังเป็นการลดการปล่อยไอเสียได้อย่างชะงัดนัก ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยานยนต์แนะนำว่า เวลาออกตัว ให้ใช้เวลาประมาณ 5 วินาทีในการเร่งความเร็วจาก 0 ไปถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ฟังดูอาจจะเชื่องช้าไปนิดสำหรับคนใจร้อน แต่วิธีนี้แหละครับที่ช่วย ลดควันดำ ได้ผลชะงัดนัก เป็นการทำบุญให้ปอดของเพื่อนร่วมถนนได้อย่างมหาศาล
นอกจากนี้ การมองการณ์ไกล ขับรถแบบคาดการณ์ล่วงหน้า (Anticipatory Driving) ก็เป็นอีกสกิลที่ต้องมี เมื่อเห็นไฟแดงอยู่ลิบๆ หรือเห็นรถคันข้างหน้าเริ่มชะลอตัว แทนที่จะเหยียบคันเร่งไปจนวินาทีสุดท้ายแล้วค่อยเบรกหัวทิ่ม ให้ใช้วิธีถอนคันเร่งปล่อยให้รถไหลไปตามแรงเฉื่อย (Coasting) การทำแบบนี้หัวฉีดน้ำมันจะหยุดจ่ายเชื้อเพลิงชั่วขณะ เท่ากับว่าคุณกำลังเดินทางแบบใช้พลังงานเป็นศูนย์! แค่ปรับจังหวะนิดเดียว ก็ช่วยลด โลกร้อน ได้แล้ว แถมผ้าเบรกก็อยู่กับเราไปได้อีกนาน
กฎเหล็กข้อที่ 2: ของแถมที่ไม่ได้ขอ...สัมภาระท้ายรถคือตัวดูดน้ำมัน
เคยมั้ยครับที่ท้ายรถของคุณกลายเป็นห้องเก็บของขนาดย่อม? ทั้งรองเท้าเตะฟุตบอลของลูกสาว ถุงกอล์ฟของคุณพ่อที่ไม่ได้แตะมาครึ่งปี ลังกระดาษเอกสารเก่าๆ หรือแม้กระทั่งน้ำดื่มแพ็คใหญ่ที่ซื้อตุนไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว รู้หรือไม่ว่าน้ำหนักส่วนเกินทุกๆ 50 กิโลกรัมที่คุณแบกไปไหนมาไหนด้วย จะทำให้รถของคุณกินน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2% ยิ่งรถหนัก เครื่องยนต์ก็ยิ่งต้องออกแรงมาก ยิ่งออกแรงมาก ก็ยิ่งปล่อยมลพิษออกมาซ้ำเติม ค่าฝุ่นละออง ในอากาศให้แย่ลงไปอีก
วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ลองหาเวลาสัก 15 นาที จัดการเคลียร์ของจุกจิกที่ไม่จำเป็นออกจากรถดูสิครับ นอกจากจะทำให้รถดูสะอาดตา น่านั่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการลดภาระให้เครื่องยนต์ ช่วยให้รถเบาหวิว เหยียบพุ่งกว่าเดิม และที่สำคัญคือเป็นการ ขับรถรักษ์โลก แบบไม่ต้องลงทุนอะไรเลยสักบาทเดียว
กฎเหล็กข้อที่ 3: ยางรถยนต์...ลมหายใจของสมรรถนะ
เรื่องลมยางเป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่ชาวไทยหลายคนมองข้าม บางคนเข้าปั๊มน้ำมันเป็นสิบครั้งก็ไม่เคยแวะไปตู้เติมลมเลย การขับรถด้วยยางที่ลมแบนกว่ามาตรฐาน ไม่ใช่แค่ทำให้รถหนืด เร่งไม่ขึ้น และสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่มันยังเพิ่มแรงเสียดทานระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน ทำให้หน้ายางสึกหรอเร็วขึ้น และรู้หรือไม่ว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กส่วนหนึ่งบนท้องถนน ก็มาจากการเสียดสีของเศษยางรถยนต์นี่แหละครับ!
การหมั่นตรวจเช็คลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง ให้อยู่ในระดับที่คู่มือประจำรถแนะนำ (ส่วนใหญ่จะติดอยู่ที่ขอบประตูฝั่งคนขับ) จะช่วยให้รถกลิ้งไปข้างหน้าได้อย่างลื่นไหล ลดภาระเครื่องยนต์ เป็น เทคนิคขับรถประหยัด ที่คลาสสิกที่สุด และยังช่วยยืดอายุการใช้งานของยางให้ยาวนานขึ้น ลดขยะยางรถยนต์ที่เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกได้อีกทางหนึ่ง
ผ่าทางตัน โลจิสติกส์สีเขียว เมื่อรถใหญ่ต้องปรับตัว
เมื่อพูดถึงมลพิษบนท้องถนน สายตาของคนส่วนใหญ่มักจะพุ่งเป้าไปที่รถสิบล้อหรือรถพ่วงขนาดใหญ่ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาค ขนส่งสินค้า คือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย แต่ก็เป็นหนึ่งในผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่เช่นกัน จาก นโยบายรัฐบาล ล่าสุดที่เตรียมเอาจริงกับเรื่องมาตรฐานไอเสีย ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งต้องตื่นตัวกันอย่างหนัก หลายบริษัทเริ่มกางแผนงานมองหา รถบรรทุกอีวี (EV Trucks) เข้ามาทดแทนรถบรรทุกดีเซลรุ่นเก่า แม้ว่าการขยาย จุดชาร์จรถไฟฟ้า สำหรับรถใหญ่จะยังเป็นความท้าทายอยู่บ้างก็ตาม
แต่อีกหนึ่งปมปัญหาใหญ่ในวงการขนส่งที่สร้างมลพิษโดยเปล่าประโยชน์ คือปัญหา "รถตีเปล่า" หรือ Empty Backhaul ลองคิดดูสิครับว่า รถบรรทุกคันใหญ่โตวิ่งส่งของจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ แต่ขากลับไม่มีสินค้าให้บรรทุก ต้องวิ่งรถเปล่าๆ กลับมาเป็นระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร น้ำมันก็เสีย ฝุ่นควันก็ปล่อย แถมรายได้ก็ไม่ได้ นี่คือความสูญเปล่าที่ซ้ำเติมทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
จุดนี้เองที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้าง โลจิสติกส์สีเขียว แพลตฟอร์มบริหารจัดการขนส่งอัจฉริยะอย่าง We Move (วีมูฟ) ได้เข้ามาช่วยแก้โจทย์ใหญ่ข้อนี้ ด้วยบริการจองรถบรรทุกออนไลน์ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการที่มีสินค้า กับรถบรรทุกที่กำลังมองหางานเข้าด้วยกันทั่วประเทศ ระบบจับคู่อัจฉริยะของ We Move ช่วยให้รถบรรทุกสามารถหางานขากลับได้อย่างง่ายดาย ลดการวิ่งรถเปล่าได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเส้นทางการขนส่งถูกคำนวณมาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การใช้เชื้อเพลิงก็ลดลง การปล่อยมลพิษก็ลดลงตามไปด้วย แถมผู้ใช้บริการยังได้ราคาที่โปร่งใสยุติธรรม พร้อมระบบติดตามสถานะสินค้าที่แม่นยำ เรียกได้ว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียว ได้ทั้งนก ได้ทั้งช่วยชาติลดฝุ่นเลยทีเดียว
อนาคตของการขับขี่: มาตรฐานยูโร 6 และ ภาษีคาร์บอน
กลับมาที่ระดับผู้ใช้รถทั่วไป นอกจากการปรับพฤติกรรมแล้ว สิ่งที่เราต้องจับตาดูต่อไปคือความเข้มข้นของกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ค่ายรถยนต์ต่างๆ กำลังทยอยเปิดตัวรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานไอเสียที่สะอาดขึ้นอย่าง มาตรฐานยูโร 6 ซึ่งจะช่วยกรองฝุ่นละอองและก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ได้ดีกว่าเดิมมาก เราอาจจะได้เห็นการผลักดันเรื่อง ภาษีคาร์บอน อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้ ใครปล่อยมลพิษมาก จ่ายมาก ใครใช้ พลังงานสะอาด จ่ายน้อยกว่า ซึ่งจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้คนไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของ รถยนต์ไฟฟ้า ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
แต่อย่างที่บอกไปตอนต้นครับ ไม่ว่าอนาคตจะมีเทคโนโลยีล้ำหน้าแค่ไหน "คนหลังพวงมาลัย" คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด ต่อให้คุณขับรถ EV สุดหรู แต่ถ้าคุณยังมี พฤติกรรมการขับขี่ แบบเบรกกระชาก ออกตัวกระโชกโฮกฮาก ยางและเบรกของคุณก็ยังคงสร้างฝุ่นละอองให้ อากาศสะอาด ของเราขุ่นมัวอยู่ดี
วิกฤตฝุ่นครั้งนี้ ถือเป็นเสียงระฆังเตือนสติครั้งสำคัญของพวกเราทุกคน ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมองว่าการขับรถไม่ใช่แค่การพาตัวเองจากจุด A ไปจุด B แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่มีต่อเพื่อนร่วมถนน ต่อชุมชน และต่อลมหายใจของลูกหลานเราในอนาคต มาเริ่มต้นวันนี้เลยครับ แค่แตะคันเร่งให้นุ่มขึ้นอีกนิด ปล่อยรถไหลให้บ่อยขึ้นอีกหน่อย คุณก็เป็นหนึ่งในฮีโร่ที่ช่วยกู้คืนอากาศบริสุทธิ์ให้กับกรุงเทพมหานครได้แล้ว!

