นโยบายการใช้งาน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ การใช้เว็บไซต์นี้ต่อไปถือว่าคุณมีการยินยอมให้ใช้คุกกี้ โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Logo WeMove Platform
บทความ

เสียงจากคนหลังพวงมาลัย: เจาะลึกความเคลื่อนไหว 'สมาคมขนส่งสินค้า' และทิศทางราคาน้ำมัน ม.ค. 2569

อัปเดตความเคลื่อนไหวสมาคมขนส่งสินค้าทางบก ม.ค. 2569 วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซล 30 บาท และข้อเรียกร้องล่าสุด พร้อมแนวทางรอดของผู้ประกอบการรถบรรทุกในยุคข้าวยากหมากแพง

หมวด : บริษัทขนส่ง/รีวิว

หมวดรอง : สมาคมขนส่งสินค้า

ผู้เขียน :

WeMove Admin

วันที่ตีพิมพ์ : 23-01-2026

วันที่อัปเดต : 23-01-2026

เสียงจากคนหลังพวงมาลัย: เจาะลึกความเคลื่อนไหว 'สมาคมขนส่งสินค้า' และทิศทางราคาน้ำมัน ม.ค. 2569 transport-association-movements-oil-price-trends-january-2026

หากเปรียบเศรษฐกิจเป็นร่างกาย ภาคการขนส่งก็เปรียบเสมือน "เส้นเลือด" ที่หล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ให้ทำงานได้ แต่ในเดือนมกราคม 2569 นี้ ดูเหมือนว่าเส้นเลือดใหญ่ของไทยกำลังเผชิญกับแรงดันมหาศาลและความเสี่ยงที่จะตีบตัน สมาคมขนส่งสินค้าทางบกแห่งประเทศไทย และสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นกระบอกเสียงสำคัญของพี่น้องสิบล้อทั่วประเทศ ได้ออกมาเคลื่อนไหวและส่งสัญญาณเตือนถึงรัฐบาลและสังคม ถึงภาวะ "ปริ่มน้ำ" ที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญ

บทความนี้จะสรุปสถานการณ์ล่าสุด ข้อเรียกร้อง และทิศทางที่สมาคมฯ กำลังขับเคลื่อน เพื่อให้ทุกท่านที่เกี่ยวข้องได้เตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นลมที่กำลังจะมาถึง ทั้งเรื่องราคาน้ำมัน ปัญหาแรงงาน และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

สถานการณ์ราคาน้ำมัน: ความเจ็บปวดที่ยังไม่จางหาย

แม้จะมีข่าวดีเล็กน้อยในช่วงวันที่ 9 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ที่มีการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลลง 50 สตางค์/ลิตร ตามมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ทำให้ราคาดีเซลยังคงตรึงอยู่ที่ระดับประมาณ 29.94 - 30.44 บาท/ลิตร (ราคาหน้าปั๊ม กทม.) แต่สำหรับผู้ประกอบการขนส่งที่มีกองรถ (Fleet) จำนวนมาก ส่วนต่างเพียงเล็กน้อยนี้ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนแฝงอื่นๆ ที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งค่าอะไหล่ ค่าแรงงาน และค่าเบี้ยประกันภัย

สมาคมขนส่งฯ ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า หากราคาน้ำมันตลาดโลกดีดตัวขึ้นอีกจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสถานะของกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังติดลบไม่สามารถพยุงราคาได้ หากเพดานราคาดีเซลขยับทะลุ 32 หรือ 35 บาท/ลิตร จะเป็น "จุดแตกหัก" (Breaking Point) ที่ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ต้องตัดสินใจจอดรถทิ้ง เพราะวิ่งไปก็ไม่คุ้มทุน ยิ่งวิ่งยิ่งเข้าเนื้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบลูกโซ่ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตามทันที

ภารกิจเร่งด่วนของสมาคมขนส่งฯ ในเดือนมกราคม 2569

จากการติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวล่าสุด สมาคมฯ และเครือข่ายพันธมิตร 10 สมาคมขนส่งฯ ได้มุ่งเน้นผลักดันใน 3 ประเด็นหลักอย่างเข้มข้น:

  1. การแก้ปัญหารถบรรทุกต่างชาติ (Cross-border Issues): การเปิดประเทศและการเชื่อมโยงเส้นทาง R3A, R12 ทำให้มีรถบรรทุกจากประเทศเพื่อนบ้าน (โดยเฉพาะทุนจีนที่จดทะเบียนในเพื่อนบ้าน) เข้ามาวิ่งรับงานในไทยมากขึ้นในลักษณะนอมินี ซึ่งสมาคมฯ เรียกร้องให้ภาครัฐมีการตรวจสอบมาตรฐานรถและใบขับขี่ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย Cabotage (ห้ามรถต่างชาติรับงานภายในประเทศ) อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม (Fair Trade)

  2. วิกฤตขาดแคลนพนักงานขับรถและมาตรฐานความปลอดภัย: ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้คนขับรถบรรทุกรุ่นเก่าเริ่มเกษียณ แต่คนรุ่นใหม่ไม่นิยมมาทำอาชีพนี้ สมาคมฯ กำลังเร่งหารือกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพและกรมการขนส่งฯ เพื่อยกระดับอาชีพ พัฒนาทักษะ และดึงดูดแรงงานใหม่ พร้อมสนับสนุนมาตรการ "Zero Alcohol" แต่เรียกร้องให้รัฐช่วยสนับสนุนงบประมาณติดตั้งอุปกรณ์ Safety (เช่น กล้อง AI จับความง่วง)

  3. การปรับโครงสร้างค่าขนส่งที่เป็นธรรม: มีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการกำหนด "ราคากลาง" หรือค่าขนส่งขั้นต่ำอ้างอิง (Reference Price) ที่สะท้อนต้นทุนจริง เพื่อป้องกันการตัดราคากันเอง (Price War) จนเจ็บตัวทุกฝ่าย และเพื่อให้ผู้ว่าจ้างเข้าใจโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง

เมื่อ "รวมกันเราอยู่" คือทางรอดของ SME

ในยุคที่การแข่งขันดุเดือดและปลาใหญ่กินปลาเล็ก สมาคมฯ พยายามผลักดันให้สมาชิกมีการรวมกลุ่มกันแข็งแกร่งขึ้น แชร์ทรัพยากรกัน และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย การทำธุรกิจแบบ "ตัวใครตัวมัน" หรือ "เถ้าแก่ลุยเดี่ยว" แบบเดิมๆ อาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

หนึ่งในปัญหาคลาสสิกที่สกัดดาวรุ่งกำไรของผู้ประกอบการคือ "รถเที่ยวเปล่า" (Empty Run) ซึ่งเป็นต้นเหตุของการสูญเสียรายได้และสิ้นเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุ การที่รถวิ่งไปส่งของที่เชียงใหม่หรือหาดใหญ่แล้วต้องตีรถเปล่ากลับกรุงเทพฯ คือความเจ็บปวดที่กัดกินกำไรไปกว่าครึ่ง

การเข้ามาของเทคโนโลยีแพลตฟอร์มขนส่งดิจิทัล จึงเป็นเหมือน "เครื่องมือช่วยชีวิต" ที่สมาคมฯ หลายแห่งเริ่มให้ความสนใจและแนะนำสมาชิก การใช้แอปพลิเคชันเพื่อหางานในขากลับ หรือการฝากสินค้า (STL) เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์มาก และนี่คือสิ่งที่บริการของ WeMove เข้ามาตอบสนองได้อย่างตรงจุด ด้วยระบบ On-demand Matching ของ WeMove ผู้ประกอบการสามารถกดเช็กงานและรับงานขากลับได้ง่ายๆ ผ่านมือถือ เปลี่ยนรถเที่ยวเปล่าให้เป็นเงินสดเข้ากระเป๋า นอกจากนี้ยังมีบริการ Full Truck Load (FTL) สำหรับรถเหมาคันที่ช่วยการันตีรายได้ต่อเที่ยวให้คุ้มค่า การใช้เทคโนโลยีเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้ลืมตาอ้าปากได้ แต่ยังช่วยยกระดับมาตรฐานการขนส่งไทยให้ทัดเทียมนานาชาติตามเจตนารมณ์ของสมาคมฯ อีกด้วย

ทิศทางข้างหน้า: การปรับตัวสู่มาตรฐาน Q Mark

กรมการขนส่งทางบกและสมาคมฯ กำลังเร่งผลักดันมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q Mark) ให้เป็นใบเบิกทางสำคัญ ผู้ที่ได้รับรองมาตรฐานนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การลดหย่อนค่าธรรมเนียมต่อทะเบียน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ หรือสิทธิพิเศษในการผ่านด่าน การตื่นตัวและเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่สมาชิกสมาคมฯ ต้องเร่งดำเนินการในปี 2569 เพื่อยกระดับตัวเองจากการเป็นแค่ "ผู้รับจ้างขนของ" สู่การเป็น "ผู้ให้บริการโลจิสติกส์มืออาชีพ"

บทสรุป

เสียงจากสมาคมขนส่งสินค้าในเดือนมกราคม 2569 คือเสียงแห่งความมุ่งมั่นที่จะฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน การรวมพลังกันของผู้ประกอบการ และการเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้วงการขนส่งไทยขับเคลื่อนต่อไปได้ ไม่ว่าราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร แต่ถ้า "ใจ" ของคนขนส่งยังสู้ และมี "เครื่องมือ" ที่ดี ล้อก็ยังคงหมุนต่อไปเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอย่างมั่นคง

คัดลอกลิงก์

เรื่องที่คุณไม่ควรพลาด

บทความยอดนิยม

บทความทั้งหมด

กลับขึ้นด้านบน