ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (7-10 ธันวาคม 2568) ประเด็นร้อนที่ผู้ประกอบการขนส่งทั่วไทยตั้งแต่เหนือจรดใต้ต่างจับตามองคงหนีไม่พ้นเรื่อง "ราคาน้ำมันดีเซล" ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่และหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการขนส่ง เพราะต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคิดเป็นสัดส่วนมหาศาลกว่า 40-50% ของต้นทุนการดำเนินงานขนส่งทั้งหมด (Total Operating Cost) ล่าสุดราคาน้ำมันดีเซล B7 ยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 30.94 บาท/ลิตร แต่คำถามสำคัญที่ดังก้องในวงการคือ "ราคานี้จะยืนระยะไปได้อีกนานแค่ไหน?" ท่ามกลางกระแสข่าวฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังคงติดลบหนักทะลุหลักแสนล้านบาท และแรงกดดันจากราคาพลังงานตลาดโลกที่ผันผวนหนักในช่วงฤดูหนาวของซีกโลกตะวันตก
บทบาทของสมาคมขนส่งสินค้าทางบกแห่งประเทศไทยและสหพันธ์ฯ
สมาคมขนส่งสินค้าทางบกแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรแม่ที่รวบรวมสมาคมขนส่งภูมิภาคต่างๆ ไว้ด้วยกัน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกเพื่อเจรจากับภาครัฐและกระทรวงพลังงาน โดยมีเป้าหมายหลักที่ชัดเจนคือการขอให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเร่งหามาตรการพยุงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินเพดาน 32 บาท/ลิตร ไปจนถึงอย่างน้อยไตรมาสแรกของปี 2569 (มีนาคม) เพื่อเป็น "ของขวัญปีใหม่" ให้กับภาคธุรกิจและประชาชน และเพื่อประคองเศรษฐกิจที่กำลังเปราะบาง
เหตุผลของการเรียกร้องนี้มีน้ำหนักและชัดเจน หากรัฐบาลหมดงบประมาณอุดหนุนและปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัวตามกลไกตลาดโลกที่แท้จริง อาจทำให้ราคาหน้าปั๊มพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 35-37 บาท/ลิตร ได้ในทันที ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งทั่วประเทศต้องปรับขึ้นทันทีอย่างน้อย 5-10% ผลกระทบนี้จะเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ (Chain Reaction) ที่น่ากลัวและรุนแรง เพราะเมื่อค่าขนส่งขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ว่าจะเป็นผักสด ผลไม้ อาหารแห้ง วัสดุก่อสร้าง หรือสินค้าในร้านสะดวกซื้อ ก็จะพาเหรดกันขึ้นราคาตามไปด้วย (Cost-push Inflation) สร้างภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนฐานรากทันที
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาในปี 2569: ไม่ใช่แค่น้ำมัน
นอกจากราคาน้ำมันที่เป็นปัจจัยหลักและเป็นตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้แล้ว สมาคมฯ ยังได้สะท้อนปัญหาอื่นๆ ที่ถาโถมเข้ามาใส่ผู้ประกอบการขนส่งในปีที่กำลังจะมาถึง ไม่ว่าจะเป็น:
ค่าอะไหล่และค่าซ่อมบำรุงพุ่งสูง: ราคายางรถบรรทุก น้ำมันเครื่อง ไส้กรอง และอะไหล่สิ้นเปลืองต่างๆ มีการปรับราคาขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อโลกและอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน ทำให้ต้นทุนการดูแลรักษารถต่อกิโลเมตรสูงขึ้น
วิกฤตขาดแคลนพนักงานขับรถ (Driver Shortage): เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คนรุ่นใหม่เข้าสู่อาชีพขับรถบรรทุกน้อยลง เนื่องจากมองว่าเป็นงานหนักและเสี่ยง ในขณะที่คนขับที่มีประสบการณ์เริ่มเกษียณอายุ ทำให้เกิดภาวะ "สมองไหล" และแย่งตัวคนขับในวงการขนส่ง ผู้ประกอบการต้องดึงดูดคนขับด้วยการขึ้นค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง และสวัสดิการ ทำให้ต้นทุนบุคลากร (Labor Cost) สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การแข่งขันที่รุนแรงและสงครามราคา: แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นรอบด้าน แต่การแข่งขันตัดราคาก็ยังดุเดือด โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการรายย่อยหรือรถบุคคลที่ยอมวิ่งงานในราคาต่ำเพียงเพื่อหาเงินสดหมุนเวียน (Cash Flow) รายวัน ทำให้โครงสร้างราคาตลาดเสีย และกำไรส่วนต่าง (Margin) ของผู้ประกอบการมืออาชีพบางลงทุกทีจนแทบไม่เหลือ
ผู้ประกอบการ (เจ้าของสินค้า) จะรับมืออย่างไรในยุคต้นทุนผันผวน?
ในสถานการณ์ที่ความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้ การยึดติดกับรูปแบบการขนส่งแบบเดิมๆ หรือการพยายามมีรถขนส่งเป็นของตัวเอง (Private Fleet) จำนวนมาก อาจกลายเป็น "กับดัก" ทางธุรกิจที่อันตราย การมีรถเองหมายถึงท่านต้องแบกรับภาระ ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) มหาศาล ทั้งค่าผ่อนรถไฟแนนซ์ ค่าประกันภัยชั้น 1 ค่าต่อทะเบียนภาษี ค่าจ้างคนขับประจำ และค่าซ่อมบำรุง ที่ต้องจ่ายทุกเดือนไม่ว่ารถจะวิ่งหรือไม่ หรือมีงานมากน้อยแค่ไหน
ทางออกที่สมาคมฯ และกูรูด้านโลจิสติกส์แนะนำคือการปรับตัวสู่กลยุทธ์ "บริหารจัดการต้นทุนให้ยืดหยุ่น" (Flexible Cost Management) โดยเปลี่ยนต้นทุนคงที่ให้กลายเป็น ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) ตามยอดขายจริง กล่าวคือ "มีงานค่อยจ้าง ไม่มีงานไม่ต้องจ่าย"
การใช้บริการขนส่งแบบ On-Demand ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลจึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดในเวลานี้ ตัวอย่างเช่น WeMove ที่ให้บริการจองรถขนส่งสินค้าทั่วประเทศ ท่านสามารถเช็คราคาค่าขนส่งได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ตามระยะทางจริง ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าน้ำมันขึ้นหรือลง เพราะราคาที่ตกลงเป็น ราคาจบ (All-in Price) ที่รวมค่าน้ำมันและค่าคนขับแล้ว อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นสูง (Scalability) จะส่งของมากหรือน้อยก็เลือกประเภทรถได้ตามต้องการ ตั้งแต่รถกระบะ 4 ล้อ ไปจนถึงรถพ่วง หากช่วงไหนยอดขายน้อย (Low Season) ก็ไม่ต้องจ้าง ไม่ต้องแบกรับภาระค่าเสื่อมราคารถ ช่วยให้กระแสเงินสดของธุรกิจคล่องตัวขึ้น
สรุปทิศทางค่าขนส่ง
แม้สมาคมขนส่งฯ จะพยายามอย่างเต็มที่ในการเจรจาตรึงราคาดีเซล แต่ผู้ใช้บริการขนส่งก็ควรเตรียมแผนสำรอง (Contingency Plan) ไว้เสมอ แนวโน้มค่าขนส่งในปี 2569 มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยตามภาวะต้นทุนจริง แต่หากท่านรู้จักใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ เลือกใช้บริการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ อย่าง WeMove ก็จะช่วยให้ท่านควบคุมต้นทุนโลจิสติกส์ให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ พร้อมฝ่าฟันทุกความท้าทายในปีงูใหญ่นี้ไปได้อย่างแน่นอนครับ

