ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและพายุทางการเงินที่โหมกระหน่ำตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา "ราคาน้ำมัน" ถือเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายและเป็นต้นทุนหลักกว่า 40-50% สำหรับผู้ประกอบการขนส่งไทย สมาคมขนส่งสินค้าภาคต่างๆ และสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงอย่างแข็งขันในการเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาดูแลโครงสร้างราคาพลังงานมาโดยตลอด และในที่สุดก็มีข่าวดีส่งท้ายปีให้พี่น้องสิงห์รถบรรทุกได้ยิ้มออกบ้าง เมื่อมีการประกาศปรับลดราคาน้ำมันต้อนรับศักราชใหม่
ของขวัญปีใหม่: ดีเซลลด 50 สตางค์ สัญญาณบวกเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 บริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ ทั้ง ปตท. และบางจาก ได้ประกาศปรับลดราคาน้ำมันในกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ รวมถึงน้ำมัน "ดีเซล" ลง 50 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป การปรับลดครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกเล็กๆ ที่ช่วยลดภาระต้นทุนหน้าปั๊มให้กับผู้ประกอบการในช่วงที่มีการขนส่งสินค้าหนาแน่นก่อนวันหยุดยาวปีใหม่
แม้ตัวเลข 50 สตางค์อาจดูไม่มากสำหรับผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่เติมน้ำมันครั้งละ 200-400 ลิตร และมีกองรถจำนวนมาก นี่คือการประหยัดต้นทุนที่จับต้องได้ทันที ช่วยเพิ่มกำไรส่วนต่าง (Margin) ให้กับผู้ประกอบการได้หายใจหายคอคล่องขึ้นบ้างในช่วงสิ้นปี
บทบาทของสมาคมขนส่งกับการตรึงราคาและการต่อรอง
ตลอดปี 2568 สมาคมขนส่งสินค้าฯ ได้ผนึกกำลังกันกดดันและเจรจากับกระทรวงพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อขอให้ภาครัฐใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินเพดาน 30-33 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นจุดคุ้มทุน (Break-even Point) ที่ผู้ประกอบการพอรับไหว หากราคาทะลุเพดานนี้ไป จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ต้องมีการปรับขึ้นค่าขนส่งทั่วประเทศประมาณ 3-5% และท้ายที่สุดภาระก็จะไปตกอยู่ที่ผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่แพงขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลงชั่วคราว แต่สมาคมฯ ยังคงแสดงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังติดลบ และสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจทำให้ราคาตลาดโลกดีดตัวกลับขึ้นไปอีกในปี 2569 จึงมีการเตรียมแผนสำรองและเน้นย้ำให้สมาชิกปรับตัวเพื่อลดการพึ่งพิงความผันผวนของราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว
"ต้นทุนแฝง" ศัตรูตัวฉกาจที่น่ากลัวกว่าน้ำมัน
นอกจากค่าน้ำมันที่มองเห็นได้ชัดเจนแล้ว สิ่งที่สมาคมขนส่งฯ พยายามสื่อสารและให้ความรู้กับสมาชิกคือเรื่อง "ต้นทุนแฝง" (Hidden Costs) ที่มักถูกมองข้ามแต่กัดกินกำไรอย่างเงียบเชียบ เช่น:
เที่ยวรถเปล่า (Empty Miles): การที่รถต้องวิ่งตีกรวงเปล่ากลับบริษัทหลังจากส่งสินค้าเสร็จ คือการเผาน้ำมันทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ 100% แถมยังเสียค่าสึกหรอของยางและเครื่องยนต์
ค่าซ่อมบำรุงที่เพิ่มขึ้น: การละเลยการตรวจเช็กรถตามระยะ หรือการใช้ยางคุณภาพต่ำ ทำให้รถกินน้ำมันมากกว่าปกติและเสี่ยงพังเสียหายกลางทาง ซึ่งค่ารถยกและค่าเสียโอกาสนั้นแพงมหาศาล
การรอคิวนาน (Demurrage/Detention): รถที่ต้องจอดติดเครื่องรอโหลดสินค้าหน้าโรงงานหรือท่าเรือนานหลายชั่วโมง สิ้นเปลืองทั้งน้ำมันและเวลาทำงานของคนขับ ทำให้รอบการวิ่งรถลดลง
ทางออกของการลดต้นทุนอย่างยั่งยืนในปี 2569
เพื่อต่อสู้กับความไม่แน่นอนของราคาพลังงาน ผู้ประกอบการขนส่งยุคใหม่เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการ เพื่อลดต้นทุนแฝงเหล่านี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการใช้บริการ WeMove ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มจองรถขนส่งทั่วไทย ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหา "เที่ยวรถเปล่า" ได้อย่างตรงจุด
ด้วยระบบอัลกอริทึมที่ชาญฉลาดในการจับคู่ (Smart Matching) งานขนส่งในขากลับให้กับรถบรรทุก ทำให้รถมีรายได้ทั้งขาไปและขากลับ (Round Trip) ซึ่งช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยลงได้อย่างมหาศาล นอกจากนี้ การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับแพลตฟอร์มยังช่วยการันตีงานที่มีมาตรฐาน และที่สำคัญคือ ระบบการชำระเงินที่รวดเร็ว (Credit Term ชัดเจนและตรวจสอบได้) ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ ได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าจะโดนเบี้ยวค่าขนส่งหรือไม่
ก้าวต่อไปในปี 2569
ในปีหน้า สมาคมขนส่งสินค้าฯ มีแผนที่จะผลักดันเรื่อง มาตรฐานค่าขนส่งกลาง (Standard Freight Rate) ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อป้องกันการตัดราคากันเองจนบาดเจ็บ (Price War) และมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะบุคลากรขับรถ (Smart Driver) ให้มีคุณภาพ เพื่อลดอุบัติเหตุและความสูญเสีย
แม้ราคาน้ำมันจะเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ แต่การบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพ การรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม จะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุด ที่จะพาธุรกิจขนส่งไทยฝ่าฟันคลื่นเศรษฐกิจในปี 2569 ไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง

